………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องวุ่นๆที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นสำหรับถังซิ่วก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยระดับพลังของเขาแม้ว่าศัตรูจะมีอิทธิพลใหญ่ก็ไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย หากว่าฝ่ายตรงข้ามยินดีเสียเงินก็ไม่เป็นไรแต่หากมันกล้าล่วงเกินเขาอีกถังซิ่วก็ยินดีที่จะสลักความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมไปให้พวกเขา

“ฉันรู้สึกไม่พอใจกับผลงานของพวกนายเมื่อครู่นี้”

ถังซิ่วที่นั่งอยู่ด้านหลังของรถนั้นก็ได้พูดออกมาพร้อมพูดต่อว่า

“หากว่ามันไม่ล่วงเกินฉัน ฉันก็จะไม่ล่วงเกินมันหากว่าใครต้องการจะโจมตีฉัน ฉันก็ต้องตอบโต้กลับไป พวกนายจำคำพูดนี้ไว้ หากว่ามันมีใครกล้าที่จะเหินเกริมต่อหน้าฉันก็ทุบตีให้มันคุกเข่าโขกหัวขอโทษฉันทันที”

กดขี่ !

แข็งแกร่ง !

ณ ตอนนี้ถังซิ่วได้แสดงถึงความรู้สึกที่เย่อหยิ่งและกดขี่ออกมา

โม่อาหวูเองก็ได้พูดออกมาว่า

“เราจะจดจำคำพูดของบอสเอาไว้ครับ ”

ถังซิ่วเองก็ได้มองไปที่โม่อาเหวินก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“หลังจากนี้ก็โทรไปหาเทียนหลี่แล้วให้เธอไปสืบข้อมูลของพวกมันมาให้หมด ดูจากท่าทางของพวกมันแล้วคงไม่ยอมจบง่ายๆแน่นอน หากว่ามันกล้าล่วงเกินอีกก็ตอบโต้กลับไปทันที”

โม่อาเหวินเองก็ได้พูดออกมาว่า

“ผมจะจัดการทันทีครับ”

จี่ฉีเหม่ยที่นั่งอยู่ข้างๆถังซิ่วนั้นก็ได้ถามออกมาด้วยความลังเลว่า

“ท่านลอร์ด ท่านต้องการให้ข้าน้อยไปจัดการครอบครัวของพวกเขาไหม ? ”

ถังซิ่วเองก็ได้ส่ายศีรษะก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ไม่จำเป็น หน้าที่ของเจ้าคือเข้าร่วมการประมูลซึ่งหากว่าสิ่งนั้นเป็นหินยับยั้งวิญญาณจริงๆก็ต้องเอามันมาให้ได้แล้วกลับไปที่เกาะจิงเหมินให้เร็วที่สุด”

จี่ฉีเหม่ยได้ตอบกลับไปว่า

“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”

ห้องประมูลสายรุ้ง

เป็นห้องประมูลที่หรูหราที่สุดในฮ่องกงซึ่งมีชื่อเสียงมากว่าหลายปี คนร่ำรวยในฮ่องกงหรือนอกพื้นที่เองก็หาเวลามาที่ห้องประมูลแห่งนี้และสามารถซื้อสิ่งที่หมายตาเอาไว้

ถังซิ่วเข้าใจว่าห้องประมูลสายรุ้งแห่งนี้มีนายใหญ่อยู่มากมายและหลี่จูเหลินเองก็เป็นหุ้นส่วนของที่นี่

“ได้โปรดแสดงบัตรเชิญ”

ชายรูปร่างกำยำที่สวมเครื่องแบบสีดำที่ยืนอยู่หน้าห้องประมูลพร้อมกับหญิงสาวสวยสองคนที่สวมชุดกี้เพ้ากำลังตรวจบัตรเชิญในมือของแขก

จี่ฉีเหม่ยที่กำลังถือไม้เท้าอยู่นั้นก็ได้เขาบัตรเชิญไปให้พวกเขาก่อนพร้อมกับเดินเข้าไปด้านในอย่างราบเรียบภายใต้การนำของหญิงสาว ห้องประมูลนั้นใหญ่จนถึงขั้นที่สามารถจุคนได้เป็นพันอย่างสบายๆ

ณ ตอนนี้

แขกเองก็ได้มาถึงกว่าร้อยคนแล้วและยังมีคนที่กำลังเดินเข้ามาเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสี่คนนั้นได้นั่งตรงแถวที่หกตามเลขที่นั่งของเขา

“อีกนานไหมกว่าจะเริ่ม ? ”

ถังซิ่วได้หันหน้าไปหาจี่ฉีเหม่ยก่อนที่จะถามออกมา

จี่ฉีเหม่ยเองก็ได้มองไปที่นาฬิกาแล้วพูดว่า

“งานประมูลเริ่มตอน 6 โมงและตอนนี้เองก็เป็นเวลา 5.38 ค่ะ เหลือเหลือเวลาอีก22นาที”

ถังซิ่วได้พยักหน้า เขาเองก็มีประสบการณ์เข้าร่วมงานประมูลมาแล้วที่เกาะจิงเหมินแถมยังเสียเงินไปมาก เขาได้เห็นฉากที่ผู้คนที่มั่งคั่งแย่งสิ่งของที่พวกเขาต้องการพร้อมกับจ่ายด้วยทุกอย่างที่พวกเขามี

ถนนบินเหอ

เจียงหยู เฉินเฟย์และดูหยวนที่มีท่าทางมืดมนนั้นกำลังสูบบุหรี่พร้อมกับผู้คุ้มกันที่ยืนรายล้อมอยู่กว่า20คน พวกเขาได้ถูกทุบตีจนหน้าเละขนาดนี้แล้วมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เอาคืน

“ฉีชางซิงในเมื่อนายไม่อยากเข้ามายุ่งด้วยก็ไสหัวออกไปซะ ไม่จำเป็นต้องมาดูงานแสดงนี้หรอก ฉันรู้สึกเศร้าและไม่อยากให้นายต้องมาโดนลูกหลงไปด้วย”

เจียงหยูเองก็ได้ดูถูกออกมาขณะที่ยืนกอดอกอยู่ข้างรถสปอร์ตของเขาแล้วด่าออกมา

ฉีชางซิงเองก็ได้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะส่ายศีรษะแล้วพูดว่า

“เจียงหยูฉันรู้ว่านายรู้สึกไม่ดีแต่ฉันอยากให้นายสืบภูมิหลังของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะไปเอาคืนเขา หากว่ารู้เขารู้เรานั้นจะมีโอกาสชนะมากกว่านะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย !”

“ไสหัวไปซะ !”

เฉินเฟย์เองก็ได้ตะโกนใส่ฉีชางซิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ฉีชางซิงเองก็ได้มองไปที่เพื่อนตายของเขาทั้งสามคนก่อนที่คิดว่าพวกเขามันสถุนจริงๆ เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นไอ้โง่ที่ทำไมถึงได้อยู่กับคนเหล่านี้มานานหลายปี เขารู้สึกได้ลางๆว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่ใช่คนง่ายๆอย่างแน่นอนดังนั้นเขาถึงไม่ต้องการมีส่วนด้วย สถานะภายในตระกูลของเขาจะได้รับผลกระทบหากว่าเขาได้ไปสร้างปัญหาใหญ่เขา

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะโลกมือไปทางชายรูปร่างกำยำสองคนพร้อมเดินกลับไปที่รถ Porsche ของเขาแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้จากไปแต่ว่าไปจอดอยู่ที่ตึกใกล้ๆพร้อมกับขึ้นไปบนตึกแล้วสังเกตการณ์เจียงหยูและคนอื่นๆ

เจียงหยูที่มีท่าทางมืดมนนั้นก็ได้ปลดปล่อยประกายตาแห่งความเย็นออกมาพร้อมกับพูดว่า

“หลังจากนี้เจ้าสกุลฉีนั่นไม่ใช่พี่น้องของเราแล้ว หากว่าใครกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกก็ตัดสัมพันธ์กับฉันได้เลย”

เฉินเฟย์เองก็ได้แสยะออกมาว่า

“เอางั้นก็ดี เราโดนมาขนาดนี้แต่มันกลับกลัวหัวหด เรารู้อยู่ก่อนหน้านี้แล้วว่ามันขี้ขลาดแต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะขนาดนี้ หลังจากที่เราจัดการไอ้เด็กนั่นแล้วก็มาขุดหลุมพรางให้เจ้าสกุลฉีกันเถอะ เขาจะได้รู้ว่าตัวเองมันก็แค่ลมตดเท่านั้น”

ดูหยางเองก็ได้มองไปที่รถ Rolls-Royce ที่จอดอยู่กลางถนนพร้อมกับสืบหาเจ้าของมันแต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย

เขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ถึงอันตรายเพราะตอนที่เขาอายุแปดขวบเองเขาก็รู้สึกแบบนี้ก่อนที่จะถูกลักพาตัวไป หากว่าไม่ได้อับอายจากการถูกทุบทีนั้นเขาก็คงจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

“ฉันคิดว่าเราน่าจะสืบหาภูมิหลังของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะล้างแค้นนะ แม้ว่าเราเองจะมีอำนาจมากในเกาะแห่งนี้แต่ก็ยังมีมีอะไรบ่งชี้ว่าเราจะเป็นผู้นำตระกูลได้ในอนาคต หากว่าวันนี้เราได้ไปสร้างปัญหาใหญ่เข้าก็จะมีผลกระทบต่อตำแหน่งภายในตระกูลอย่างแน่นอนโดยเฉพาะเจียงหยู นายเป็นพี่ชายคนโตก็จริงแต่คนที่พ่อนายโปรดปรานที่สุดก็คือน้องชายของนาย”

ดูหยางเองก็ได้ดับก้นบุหรี่ของเขาก่อนที่จะพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียนหยูเองก็ได้นิ่งเงียบทันที

แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ยโสโอหังก็ตามแต่เขาไม่ใช่คนโง่ คนที่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้หากว่าไม่ได้ใช่กำลังก็จะต้องมีอำนาจมากๆ ตอนนี้สถานะทางตระกูลของเขาเองก็ค่อนข้างแปลกๆหากว่าเขาสร้างปัญหาขึ้นตำแหน่งผู้นำตระกูลจะต้องตกเป็นของน้องชายเขาอย่างแน่นอน

เจียงหยูเองก็ได้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“สิ่งที่นายพูดมาก็ดูมีเหตุผล อย่างไรก็ตามเรื่องในวันนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้แน่นอน ก่อนหน้านี้ไอ้เด็กนั่นมันบอกไม่ใช่หรอว่าจะมีคนมาจัดการ ? เรารอที่นี่แล้วกันยิ่งไปกว่านั้นดูหยางนายหาตัวเจ้าของรถได้หรือยัง ? ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ ? ”

ดูหยางเองก็ได้ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า

“ยังไม่แน่ใจแต่น่าจะอีกไม่นาน”

ขณะที่พวกเขากำลังพูดกันอยู่นั้นก็ได้มีรถ Audi ขับเจ้ามาแล้วจอดข้างๆกับรถ Rolls-Royce คันนั้นพร้อมกับเทียนหลี่ที่เดินออกมากับผู้คุ้มกันใส่สูทสีดำหกคน

เทียนหลี่ได้มองไปที่เจียงหยูและคนอื่นๆก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ใครกันที่ขับรถชนบอสของฉัน ? ”

เมื่อพวกเขาพบว่าเป็นเทียนหลี่นั้นก็ถึงกับชะงักทันทีเพราะพวกเขาเองก็เป็นแขกของห้องอาหารร้อยงานฉลองที่ฮ่องกง ตั้งแต่ที่รู้จักกันมานั้นเทียนหลี่ก็มักจะประดับไปด้วยรอยยิ้มเสมอแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นเธอทำหน้าตาไม่แยแสแบบนี้

“เทียนหลี เธอบอกว่าเจ้าของรถคันนี้เป็นบอสของเธอ ? ”

เจียงหยูเองก็ได้มองไปที่เธอก่อนที่จะรู้สึกโล่งใจทันทีเพราะในสายตาของเขาห้องอาหารก็เป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาๆเท่านั้น ต่อให้ธุรกิจเฟื่องฟูอย่างไรก็ไม่มีทางเทียบกับตระกูลเจียงของเขาได้

เทียนหลีเองก็ได้พูดออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า

“บอกฉันมาว่าใครขับรถชนบอสของฉัน ?”

เจียงหยูที่รู้สึกโกรธเองก็ได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“ฉันเอง เธอจะทำไม ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเทียนหลี่จึงได้เดินไปหาเขาทันทีพร้อมกับตบไปที่หน้าของเขาทันที แรงที่เธอใส่ไปนั้นไม่น้อยไปกว่าที่เจียงหยูโดนมาก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย มันถึงขั้นทำให้เขาก้าวถอยหลังพร้อมทรุดตัวลงทันที

“เทียนหลี เธอมันหาที่ตาย !”

เฉินเฟย์ที่เห็นอย่างนั้นจึงได้โมโหขึ้นมาทันทีพร้อมกับส่งสัญญาณให้คนรอบๆลงมือ

เทียนหลี่เองก็ได้แสยะออกมาก่อนที่จะไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเฉินเฟย์แล้วตบไปที่เขาเช่นกัน แรงที่เธอใส่ไปครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อนซึ่งมันส่งเฉินเฟย์ให้ลอยไปทันที

“ฆ่าไอ้ผู้หญิงราคาถูกคนนั้นเดี๋ยวนี้ !”

เจียงหยูที่คลานอยู่ที่ฟื้นนั้นก็ได้ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

ในชั่วพริบตา

ชายรูปร่างกำยำกว่า20คนได้กระโจนเข้าใส่ผู้คุ้มกันของเทียนหลี่ทั้ง6คนขณะที่พวกเขาคว้ามีดออกมาจากอกเสื้อ

“ไอ้โง่!”

เทียนหลี่เองก็ได้ถอยหลับกลับไปสองก้าวก่อนที่จะยืนกอดอกแล้วมองไปที่พวกเขาเหล่านี้พร้อมกับด่าออกมา

ดวงตาของผู้คุ้มกันทั้ง6คนเองก็เป็นประกายแห่งความเย็นชาพร้อมกับพลิกข้อมือ มีดสั้นได้ปรากฏขึ้นในมือของพวกเขาก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่ชายรูปร่างกำยำกว่า20คนทันที

“ผั๊ว ผั๊ว…..”

“เปร๊ง เปร๊ง….”

การเคลื่อนที่ของชายทั้ง6นั้นรวดเร็วมากและความแข็งแกร่งของพวกเขามีมากว่าถึงหลายเท่าตัว หลังจากผ่านไปเพียง30วินาทีก็สามารถน็อคชายรูปร่างกำยำกว่า20คน

เทียนหลี่ได้กวาดสายตาไปที่เจียงหยูและเฉินเฟย์ที่กำลังแสดงใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมาก่อนที่จะไปหยุดลงที่ดูหยางแล้วพูดออกมาว่า

“ตอนแรกฉันก็คิดว่าในพวกนายสี่คนนั้นคนที่มีสมองที่สุดก็น่าจะเป็นนายและฉีชางซิงแต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าเขาจะฉลาดกว่านายนะที่ไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องนี้”