7/8

 

Ep.427

 

เสียงดังก้องที่แสนน่ายำเกรง ทำให้ทุกคนต้องหยุดมือ หันมองหน้ากัน

 

ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครารกเฟิ้ม กวาดสายตาสำรวจซูเฉิน พอเห็นว่าเป็นแค่เด็ก ก็แค่นเสียงเย็น “เจ้าหนู ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ถ้าไม่อยากตาย ก็ไสหัวออกไปซะ!”

 

เสียงตะโกนก่อนหน้านี้ของซูเฉิน ข่มขวัญทุกคนจนเผลอตกใจกลัว ชวนให้คิดว่าไม่น่าใช่คนธรรมดา ชายหนวดเฟิ้มเอง เอาจริงๆก็ยังหวั่นเกรงอยู่หน่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกขึ้นได้ว่ารอบตัวเขาห้อมล้อมไปด้วยผู้แข็งแกร่ง ขณะที่ซูเฉินมีเพียงลำพัง เขาก็ไม่กลัวอีกต่อไป

 

“ทุกคนที่เอ่ยปากจะฆ่าฉัน ตายนี้ยังไม่ได้กลับมาเกิดใหม่กันซักตัว มดปลวกอย่างแกยิ่งอย่าหวังว่าจะทำได้!”

 

ซูเฉินกวาดสายตาเย็นชาไปยังชายหนวดเฟิ้ม กล่าวเหยียดหยัน

 

ทันทีที่คำนี้กล่าวออกมา เกิดความโกลาหลไปทั่ว

 

เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน? ทำไมถึงได้บ้าบิ่นแบบนี้?

 

เหล็งเปี้ยนเฟิงอย่างน้อยเป็นถึงผู้วิวัฒนาการเลเวล 3 แต่ในสายตาอีกฝ่ายกลับเป็นได้แค่มด?

 

รุ่นเยาว์ก็เป็นซะแบบนี้ มักคิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ

 

อย่างว่าล่ะ คนโง่เขลามักไม่มีความหวาดกลัว! เกรงว่าเจ้าเด็กนี่คงไม่รอดแล้ว

 

 

ฝูงชนรอบด้าน เจ้าเอ่ยคำหนึ่ง ข้าเอ่ยอีกคำหนึ่ง สนทนากันเรื่องของซูเฉิน

 

ซึ่งต่างเห็นพ้องต้องกัน ว่าซูเฉินไม่น่าจะพบจุดจบที่ดี

 

ชายหนวดเฟิ้มที่ชื่อเหล็งเปี้ยนเฟิงโกรธมากซะจนมุมปากบิดเบี้ยว ตัวเขาอย่างไรเป็นถึงยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง แต่เวลานี้กลับถูกมองเป็นมดโดยคนแปลกหน้า

 

หากวันนี้เขาไม่ล้างแค้น แล้ววันหน้าจักเชิดหน้าชูตาบนเกาะเจียวซูได้อย่างไร?

 

“เจ้าหนู แกมันรนหาที่ตาย! วันนี้ฉันขอรับหน้าที่เป็นครู สอนวิธีพูดและการประพฤติตัวแบบเป็นผู้เป็นคนให้เอง!”

 

เหล็งเปี้ยนเฟิงร้องคำราม กุมขวานยักษ์ในมือ ทะยานเข้าหาซูเฉิน

 

“เจ้ามดปลวกไม่รู้จักเจียมตัว”

 

มุมปากของซูเฉินยกโค้งขึ้นเล็กน้อย ปลดปล่อยพลังแห่งจิตวิญญาณออกมา

 

เหล็งเปี้ยนเฟิง พุ่งเข้าประชิดซูเฉิน เกร็งแขนเตรียมจะยกขวานขึ้นเพื่อสับลง ระหว่างนั้นเอง เขาพบว่าร่างกายของตนแข็งทื่อ กระทั่งกระพริบตายยังไม่สามารถทำได้

 

“นี่มันพลังจิต ..!”

 

เหล็งเปี้ยนเฟิงบังเกิดความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ ณ ขณะนี้ เขากระจ่างแจ้งแก่ใจแล้ว ว่าชายหนุ่มตรงหน้า แท้จริงคือปรมาจารย์พลังจิตที่ทรงพลัง

 

และการหาเรื่องปรมาจารย์พลังจิตที่ทรงพลัง ไม่ต่างจากการกระโจนเข้าทางตัน รนหาที่ตาย!

 

เหล็งเปี้ยนเฟิง ตัดสินใจได้ในทันที ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากอ้อนวอนขอความเมตตา ก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นบีบคั้นเข้ามา จากนั้นทั้งคนทั้งร่างระเบิดตัวแตกดังโผล๊ะ!

 

โอ้สวรรค์!

 

สถานการณ์นี่มันบ้าอะไรกัน?

 

เหตุใดจู่ๆร่างของเหล็งเปี้ยนเฟิงถึงเกิดระเบิดขึ้นเอง?

 

ได้เห็นฉากอันแปลกประหลาดนี้ รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงฮือฮา

 

อย่างไรก็ตาม แม้คนเหล่านั้นจะตื่นตระหนก แต่ทั้งหมดล้วนมีกำลังรบที่ค่อนไปทางอ่อนแอ จึงไม่อาจล่วงรู้ข้อเท็จจริงได้

 

ขณะที่บรรดาผู้แข็งแกร่งบนสนามรบ สามารถเข้าใจได้ทันทีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 

เหตุผลที่เหล็งเปี้ยนเฟิงเสียชีวิตลงอย่างลึกลับ มันเป็นเพราะถูกบดขยี้โดยพลังจิตที่ทรงพลัง

 

และคนที่ปลดปล่อยพลังจิตนั่นออกมา คงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชายหนุ่มเบื้องหน้า

 

เมื่อนึกถึงเรื่องที่เหล็งเปี้ยนเฟิงคือผู้วิวัฒนาการเลเวล 3 แต่กลับถูกสังหารลงอย่างง่ายดาย เช่นนั้นแล้วรากฐานฝึกตนของชายหนุ่มผู้นี้จะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?

 

อย่างน้อยสมควรเป็นปรมาจารย์พลังจิตเลเวล 4 หรือเลเวล 5 ก็อาจเป็นไปได้

 

ได้ข้อสรุปเช่นนี้ สมองของเหล่ายอดฝีมือเริ่มปั่นความคิดไม่หยุด

 

เดิมที มีปรมาจารย์พลังจิตไม่มากนักบนเกาะเจียวซู และทุกคนต่างเป็นที่รู้จักกันดี

 

ขณะที่ชายหนุ่มเบื้องหน้ามีเลเวล 4 ขึ้นไป ฉะนั้นน่าจะมาจากเกาะแห่งอื่น

 

ว่าแต่จุดประสงค์ที่เขามาเยือนที่นี่คืออะไร?

 

หนึ่งในกลุ่มมนุษย์ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ชายชราที่มีเครายาวสีขาวแทรกตัวออกมาข้างหน้า เดินมาหาซูเฉิน กล่าวอย่างสุภาพว่า “เราผู้เฒ่านามจูถง อยากเรียนถามว่าสหายผู้นี้เดินทางมาถึงที่นี่เพราะอะไร?”

 

ซูเฉินปาดจมูกเขา กล่าวเสียงเรียบ “ตอนแรกก็กะจะมาล่าซอมบี้กับพวกต่างเผ่า แต่ไม่นึกว่าจะเจอศึกใหญ่ เลยแวะมาดูความครึกครื้น”

 

8/8

 

Ep.428

 

ได้ยินแบบนั้น ดวงตาของจูถงเป็นประกายขึ้นมาทันที

 

เพราะสงครามที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มันเริ่มต้นมาจากปัญหาเรื่องทางผ่านเขตแดน

 

ฝั่งหนึ่งที่นำโดยเขาต้องการทำลายทางผ่านเขตแดน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่นำโดยฉู่หลีต้องการรักษาทางผ่านเขตแดนเอาไว้

 

ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงนำมาซึ่งข้อพิพาท และเกิดสงครามฆ่าฟันขึ้น

 

ในขณะที่จุดประสงค์ของซูเฉิน คือการมาเพื่อสังหารซอมบี้และพวกต่างเผ่า เช่นนั้นไม่ได้หมายว่ามีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันกับเขาหรือ?

 

อย่ามองว่าซูเฉินมีแค่คนเดียว เพราะตัวเขาคือปรมาจารย์พลังจิตที่ทรงพลัง

 

ในการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่าย ผู้ทรงพลังมักเป็นตัวกำหนดจุดพลิกผัน

 

เดิมที กำลังรบของทั้งสองฝ่ายไม่แตกต่างกันมากนัก สงครามจึงอยู่ในภาวะชะงักงัน

 

แต่ตราบใดที่ซูเฉินเข้าร่วม สมดุลนี้จะถูกทำลายลงทันที และโอกาสชนะของฝ่ายเขาก็จะมากขึ้น

 

อีกด้านหนึ่ง ชายวัยกลางคนที่มีดวงตาแหลมคมเหมือนมีด สีหน้าท่าทีของเขากลายเป็นไม่น่าดู

 

เขาคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของอีกฝั่ง ฉู่หลี นั่นเอง

 

หากจูถงสามารถคิดได้ เขาก็ย่อมสามารถคิดได้เช่นกัน

 

ช่วงเวลานี้ เขาตระหนักว่าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อฝ่ายตนเป็นอย่างมาก ในสมองกำลังคำนวณหาวิธีแก้วิกฤตตรงหน้า

 

“ผู้เฒ่าจู ผมชื่อซูเฉิน รบกวนบอกผมที ว่าทำไมคุณถึงมาต่อสู้ที่นี่?”

 

เมื่อเห็นว่าท่าทีที่จูถงแสดงต่อเขาค่อนข้างดี ซูเฉินเลยยอมบอกชื่อตัวเอง

 

จูถงชี้ไปทางฉู่หลี กล่าวด้วยความโกรธเคืองว่า “น้องซู เราผู้เฒ่าเดินทางมาที่นี่ เพราะรับรู้ถึงอันตรายของทางผ่านเขตแดน จึงต้องการทำลายมัน”

 

“ยังไงก็ตาม ฉู่หลีได้ลอบทำข้อตกกลงบางอย่างกับพวกต่างเผ่า เลยพยายามขวางทางพวกเราไว้”

 

“ทางผ่านเขตแดนนี้ มันนำไปสู่ทวีปของเผ่าพันธุ์ไหน?” ซูเฉินเริ่มรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

 

เมื่อทางผ่านเขตแดนถูกเปิดออก จะมีกองทัพของพวกต่างเผ่าดาหน้าออกมา ถึงเวลานั้นไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถล่าพวกมันได้เป็นจำนวนมากหรอกหรือ?

 

“ทางผ่านนี้นำไปสู่ทวีปสัตว์อสูร” จูถงตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล

 

“สัตว์อสูร?” ซูเฉินพึมพำ

 

ก่อนหน้านี้ที่ภูเขาสือจิน เขาเพิ่งสังหารอสูรกลืนฟ้าไป และตัวมันมาจากทวีปสัตว์อสูร

 

ไม่คาดคิดเลย ว่าจากกันไม่นาน ก็ได้ค้นพบเส้นทางที่นำไปสู่ทวีปของพวกเผ่าสัตว์อสูรแล้ว

 

“อย่าเพิ่งทำลายมัน ฉันอยากเก็บมันไว้ชั่วคราว มันยังมีประโยชน์อยู่” ซูเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความหมายราวๆว่าห้ามผู้ใดปฏิเสธ

 

ได้ยินแบบนั้น ทุกคนต่างตกตะลึง

 

ก่อนหน้านี้ซูเฉินได้กล่าวเอาไว้ว่าต้องการสังหารพวกต่างเผ่า คำพูดนี้มีความหมายชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกมัน

 

แล้วเหตุใดถึงบอกให้ปล่อยทางผ่านเขตแดนไว้?

 

นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย

 

“น้องซู ถ้าเราปล่อยทางผ่านเขตแดนทิ้งไว้ จะมีสัตว์อสูรจำนวนมากบุกเข้ามาในเกาะเจียวซู เผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเราอาจต้องเผชิญหายนะถึงขั้นสูญพันธุ์!” จูถงรีบโน้มน้าว

 

ซูเฉินเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมาย “ไม่ต้องกังวลครับ ผมมีแผนของตัวเอง”

 

นี่เขามีแผนหรือ?

 

แล้วไอ้แผนที่ว่านั่นมันคืออะไร?

 

เขาคิดว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์พลังจิตระดับสูง แล้วจะไร้เทียมทานไม่มีผู้ใดสู้ได้กระนั้นหรือ?

 

ขอบอกเอาไว้เลยนะ ว่าถ้าเมื่อไหร่ที่พวกสัตว์อสูรบุกเข้ามา พวกเราจะตายกันหมด!

 

จูถงรู้สึกขุ่นเคืองใจ ขณะกำลังจะเกลี้ยกล่อมซูเฉินอีกครั้ง ฉู่หลีก็หัวเราะออกมา

 

“น้องซู ผู้ล่วงรู้สถานการณ์คือวีรบุรุษ ทางเลือกของคุณฉลาดมาก รอจนทางผ่านเขตแดนเปิดออกเมื่อไหร่ ฉันจะแนะนำคุณให้รู้จักกับพวกเผ่าสัตว์อสูรเอง”

 

ซูเฉินต้องการรักษาทางผ่านเขตแดนไว้ นั่นหมายความว่ามีความคิดเห็นเดียวกันกับฉู่หลี

 

สถานการณ์ตอนแรกไม่เอื้ออำนวยต่อเขาเป็นอย่างมาก แต่ขณะนี้ เจ้าตัวคล้ายบังเกิดความรู้สึกว่ากำลังพบพานอนาคตอันสดใส

 

ซูเฉินเหลือบมองฉู่หลี แค่นเสียงเย็นชา “บิดารู้จักกับแกด้วยหรือ? พวกเราไม่เคยแนะนำตัวกันซักหน่อย ไสหัวไปอย่าเข้ามาใกล้!”

 

เมื่อคำนี้หลุดออกมา ฝูงชนกลายเป็นเงียบงัน

 

สายตาของทุกคนที่จ้องมองซูเฉิน ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

 

ในตอนแรกซูเฉินบอกว่าต้องการสังหารพวกต่างเผ่า

 

ต่อมาเอ่ยปากอยากอย่าเพิ่งทำลายทางผ่านเขตแดน

 

ครานี้ดูถูกฉู่หลี

 

คำพูดและการกระทำ มันไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง ทุกคนไม่เข้าใจ ว่าตกลงแล้วซูเฉินต้องการบ้าอะไรกันแน่?