หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.269 – สงครามใกล้เข้ามาแล้ว

 

คำกล่าวนี้แลดูมีเหตุผล หนิงเยว่ฉานกับกู่ฉิงซานพอได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน

 

“ที่พวกเราสามารถข้ามมายังโลกแห่งนี้ได้ ก็เพราะช่องทางที่ถูกสร้างขึ้นโดยเผ่ามาร” กู่ฉิงซานกล่าว “ส่วนในโลกของผู้ฝึกยุทธแปลกหน้า หากพวกเขามีช่องทางข้ามโลกเหมือนกับของพวกเรา เกรงว่าพวกเขาคงจะยึดโลกใบนี้ได้ไปแล้ว”

 

หนิงเยว่ฉานกล่าว “นี่อาจจะเป็นประเด็นสำคัญ เอาไว้ถ้าหากเราพบกับพวกเขาอีกในครั้งต่อไป อย่าลืมจับกลับมาแบบเป็นๆ และเค้นสอบปากคำในเรื่องนี้ให้มันชัดเจน”

 

ณ ขณะนั้นเอง เหล่าผู้ฝึกยุทธที่รายล้อมทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่โดยรอบ ก็ได้ยินสิ่งที่ทั้งสามพูดคุยกันทั้งทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทั้งหมดก็ทำได้เพียงส่ายหัว และไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาซักคำ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างใหญ่หลวงกับทุกผู้คน … ส่งผลกระทบมากเกินไป

 

แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะเป็นถึงผู้ฝึกยุทธรุ่นใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์ ฟันฝ่าสิ่งต่างๆมาแล้วมากมาย แต่หลังจากที่ย่างกรายเข้ามาเหยียบโลกเทวะ ในหัวใจของพวกเขาก็ตระหนักชัด ว่าจำต้องใช้เวลาอีกสักพักจึงจะสามารถทำใจยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวลในวันนี้ได้

 

หลังจากที่เวลาผ่านพ้นไปชั่วขณะหนึ่ง เหลิงเทียนสิงก็เริ่มเอ่ยปากกล่าวอีกครั้ง “ตัวตนอันทรงเกียรติทั้ง 4 ล้วนมีความแข็งแกร่งเหนือล้ำยิ่งกว่าขอบเขตประทับเทพ ทว่ายามเมื่อชายชุดคลุมม่วงปรากฏตัวขึ้น พวกเขากลับเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวระคนประหลาดใจพาดผ่านทางสีหน้าอย่างชัดเจน การแสดงออกเช่นนี้มันไม่ต่างกับเป็นการบ่งบอกกลายๆเลยว่า คนที่ถูกเรียกว่านายน้อยนั้นทรงพลังยิ่งกว่าพวกเขา”

 

หนิงเยว่ฉานกล่าว “แต่มิใช่ว่าชายคนนั้นเอ่ยปากว่าเขาจะฆ่าผู้คนบนโลกใบนี้ด้วยตนเองหรอกหรือ”

 

กู่ฉิงซานกล่าว “ดูจากลักษณะนิสัยที่แสดงออกมาของชายชุดคลุมม่วง หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจะต้องทำสิ่งที่ปากพูดอย่างแน่นอน”

 

ผู้คนทั้งหมดในฉากหยุดนิ่ง ยืนบื้อใบ้เป็นท่อนไม้ราวกับตัวโง่งม

 

“นี่มันไม่ถูกต้อง หากมีขอบเขตวรยุทธที่สูงล้ำยิ่งขอบเขตประทับเทพจริงๆ แล้วเหตุใดในโลกของพวกเราจึงมิอาจมีผู้ใดฝึกฝนจนก้าวขึ้นไปสู่ขอบเขตที่เหนือล้ำดั่งเช่นพวกเขาได้เลยกัน?” ผู้ฝึกยุทธขั้นก่อกำเนิดคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

ผู้ฝึกยุทธขั้นก่อกำเนิดอีกคนหนึ่งเอ่ยตอบว่า “เมื่อครั้งสมัยโบราณในโลกของพวกเราก็เคยมีตัวตนที่เรียกกันว่าเทพวิญญาณอยู่เช่นกัน ทว่าในช่วงโบราณที่ว่ากับในปัจจุบันมันก็ทิ้งห่างกันนับหลายพันปีแล้ว อาจกล่าวได้ว่าในช่วงหลายพันปีที่ว่า มันเปรียบดั่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่า จนกระทั่งสุดท้าย เหล่าผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งจึงสามารถยกระดับขึ้นมาสูงสุดได้เพียงขอบเขตประทับเทพเท่านั้น”

 

ทุกผู้คนพลันเงียบลงอย่างกระทันหัน

 

กู่ฉิงซานกล่าวขึ้นในทันทีว่า “ถึงจะฟังดูไม่น่าเชื่อก็เถอะ แต่ฝนเพลิงที่โปรยปรายอยู่ในโลกใบนี้ก็เป็นหลักฐานที่จะใช้บ่งบอกได้อย่างชัดเจน ว่าที่พวกเราเห็นมันเป็นความจริง”

 

พอได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกยุทธก็แปรเปลี่ยนไป

 

เหล่าผู้ฝึกยุทธรุ่นใหญ่มิเคยรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย

 

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่ทุกคนตระหนักได้ว่า ภัยพิบัติที่แท้จริง ที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นคือสิ่งใด

 

ฝนเพลิงคือสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาโดยน้ำมือของนายน้อยชุดคลุมม่วง และกระทั่งในเวลานี้ บนท้องฟ้าก็ยังคงปรากฏฝนเพลิงสาดเทลงมาอยู่ตลอดเวลา

 

ดังนั้น ก็คงจะกล่าวได้ว่าฝนเพลิงที่นายน้อยชุดคลุมม่วงปลดปล่อยออกมา แท้จริงแล้วมันเป็นการหลอมกลั่นโลกใบนี้ทีละน้อย ทีละน้อย ดั่งวาจาที่เขาเคยได้ลั่นไว้นั่นเอง!

 

หลอมกลั่นโลก!

 

เรื่องนี้มันชักจะน่าเหลือเชื่อมากเกินไปแล้ว!

 

และด้วยพลังอันมากล้นของเขา ชายในชุดคลุมม่วงจะต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอนว่าในโลกแห่งนี้ มีผู้ฝึกยุทธกลุ่มใหม่ปรากฏตัวขึ้น

 

ทว่าเพราะเหตุใดกัน? เหตุใดเขาจึงมิคิดออกหน้ามาลงมือเข่นฆ่าผู้ฝึกยุทธที่บุกรุกโลกใบนี้ทิ้งไปเสีย?

 

มันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่า จนทำให้เขาชะลอความคิดที่ว่านี้ไปก่อนเป็นแน่

 

เพราะเขาย่อมที่จะต้องรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ และไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องเจียดเวลามาจัดการกับปัญหานี้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

 

เมื่อเวลานั้นมาถึง สองโลกก็จะต้องเผชิญกับสงครามอย่างเต็มรูปแบบ!

 

ไม่สิ สมควรที่จะกล่าวว่าโลกหนึ่ง จะตกเป็นทาสของอีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิงต่างหาก

 

เหล่าผู้ฝึกยุทธจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง

 

ในหัวใจของพวกเขาอึดอัดและหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

กู่ฉิงซานไม่เคยคาดคิดเลยว่า เขาจะได้รับรู้ถึงความจริงอันน่าตื่นตะลึงของโลกใบนี้

 

กล่าวได้ว่า หากเขายังคงทำภารกิจแห่งโชคชะตาด้วยเงื่อนไขเดิมของในช่วงก่อนหน้านี้อยู่แล้วล่ะก็ ในเวลานี้ เขาคงจะสามารถบรรลุภารกิจได้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว

 

ทว่าตอนนี้ เงื่อนไขใหม่ที่ภารกิจแห่งโชคชะตาร้องขอก็คือ “อย่างน้อยต้องรักษาโลกเทวะให้อยู่ในรูปแบบเดิมให้ได้”

 

ระบบได้ไปค้นพบเบาะแสอะไรมาได้กันแน่นะ ถึงได้มอบภารกิจแบบนี้ให้แแก่เขา?

 

หรือว่าโลกใบนี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้าใช่หรือไม่?

 

กู่ฉิงซานขบคิดหมกมุ่น

 

“เรื่องนี้จำต้องแจ้งรายงานให้แก่ท่านนักปราชญ์ในทันที” ผู้ฝึกยุทธขั้นก่อกำเนิดกล่าว

 

“บัดนี้นักปราชญ์ได้หายตัวไป และยันต์สื่อสารก็ยังมิอาจใช้ได้” หนิงเยว่ฉานถอนหายใจเป็นครั้งแรก

 

แต่แล้วจู่ๆเธอกับกู่ฉิงซานหันมาสบตาอีกฝ่ายพร้อมกัน เพราะพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่งขึ้นมาได้

 

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเองก็แล้วกัน” กู่ฉิงซานกล่าว

 

เขาตบลงในถุงสัมภาระ และคว้าจับเอายันต์สื่อสารออกมา

 

กู่ฉิงซานมิได้เอ่ยวาจา แต่เขาใช้จิตสัมผัสเทวะเขียนบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ข้อดีเกี่ยวกับจิตสัมผัสเทวะก็คือ มันสามารถใช้หลีกเลี่ยงฝูงชน และทำให้ผู้คนทั้งหลายไม่ทราบว่าเขากำลังสื่อสารสิ่งใดออกไปกันแน่

 

กู่ฉิงซานบอกเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในซากปรักหักพังแห่งนี้ รวมไปถึงความลับที่ร่างสีดำกล่าวลงในยันต์สื่อสาร

 

เขาถ่ายทอดข้อความลงในยันต์สื่อสาร และยัดมันส่งผ่านตราสัญลักษณ์นายพลอย่างจริงจัง จากนั้นก็ได้แต่สวดอ้อนวอนว่านางเซียนไป่ฮั่วจะสามารถได้รับข้อมูลเหล่านี้ในไม่ช้า

 

‘หวังว่าข้อมูลพวกนี้จะช่วยเธอได้นะ .. ’

 

ทันใดนั้นนั้น จู่ๆสายตาของหนิงเยว่ฉานพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ปากเอ่ยบัญชา “พวกเจ้าทุกคนจงให้คำสัตย์ต่อหน้าข้า ว่าหลังจากกลับไป จะมิแพร่งพรายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แม้เพียงน้อย”

 

“เรื่องนี้น่าจะปิดบังไปได้เพียงระยะหนึ่ง แต่คงไม่นานนัก พวกเราไม่สามารถปกปิดมันได้ตลอดไปหรอก” เหลิงเทียนสิงกล่าว

 

“ทว่าเรื่องนี้มันใหญ่เกินไป ยังมิอาจแพร่งพรายออกไปได้ในทันที พวกเราจำต้องรอให้นักปราชญ์ตอบรับกลับมาเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยรับฟังคำตัดสินใจของพวกเขา” หนิงเยว่ฉานกล่าว

 

กู่ฉิงซานพอได้ยิน เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย

 

เหล่าผู้ฝึกยุทธคนแล้วคนเล่า เผยสีหน้าท่าทีว่าตนก็เข้าใจเช่นกัน

 

หากเรื่องอันน่าเหลือเชื่อนี้แพร่กระจายออกไป ขวัญกำลังใจของกองทัพพันธมิตรแห่งมนุษยชาติทั้งหมดย่อมต้องลดฮวบ และตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายเป็นแน่แท้

 

แต่ละคนต่างเอ่ยปากให้คำสัตย์สาบาน

 

และแล้วการสำรวจหาเบาะแสของซากปรักหักพังก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

 

เหล่าผู้ฝึกยุทธต่างพากันถอนตัวกลับโดยเดินทางผ่านเส้นทางเก่า เมื่อออกสู่ภายนอก พวกเขาก็เรียกเรือเหาะออกมา และทะยานตัวขึ้นกลับไปยังค่ายทหาร

 

หนึ่งนายพลติงหยวน และสองโหยวจีกลับมายังค่ายทหารพร้อมกัน ฉะนั้นเมื่อมาถึง พวกเขาเลยได้รับการต้อนรับจากเหล่าผู้ฝึกยุทธเป็นอย่างดี

 

นับว่าโชคช่วยจริงๆที่หนิงเยว่ฉานคัดสรรแต่เหล่าผู้ฝึกยุทธรุ่นใหญ่ที่มีขอบเขตวรยุทธสูงลิ่วไปกับเธอ ส่งผลให้แม้ทุกคนจะหวาดกลัว แต่สีหน้าที่ทั้งหมดแสดงออกมากลับแทบจะไม่ยอมเผยถึงร่องรอยที่ว่าให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

 

หนิงเยว่ฉานตรงเข้าไปหานายพลติงหยวนอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือภิกษุหมิงฮุ่ย

 

หลังจากพูดคุยหารือกันจนเสร็จสิ้น สองนายพลติงหยวนก็ร่วมกันออกคำสั่งและจัดแจงมอบหมายภารกิจต่างๆอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งค่ายทหารกลับกลายเป็นตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างรวดเร็ว

 

ผู้ฝึกยุทธที่มียศต่ำกว่านายทหาร แต่ละคนจะล้วนได้รับภารกิจจนเท้าของพวกเขาแทบจะไม่ว่างแตะนิ่งอยู่กับพื้น ทั้งหมดเริ่มทำการเสริมการป้องกันค่าย และเพียงไม่นาน บริเวณโดยรอบก็หลงเหลืออยู่แค่เพียงหนิงเยว่ฉานและทีมที่เธอนำออกไปสำรวจ

 

มีเฉพาะเหล่าผู้ฝึกยุทธรุ่นใหญ่ที่ออกติดตามหนิงเยว่ฉานไปเท่านั้นที่สามารถเข้าใจถึงเจตนาและการกระทำอันใหญ่โตของเธอได้

 

ส่วนทางด้านกู่ฉิงซาน เขาได้รับมอบหมายคำสั่งจากสามปราชญ์ด้วยตนเองโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีใครมอบหมายภารกิจให้แก่เขา

 

หลังจากที่ทำการส่งข้อความออกไปแล้ว กู่ฉิงซานก็เดินกลับไปยังเต็นท์ทหารของตน แต่ในระหว่างทาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จ้องไปยังฝนเพลิงที่ร่วงโรยลงมาอย่างต่อเนื่องที่อยู่ไกลออกไปสุดสายตา

 

พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ จะสามารถต่อต้านมันได้อย่างไรกัน?

 

ในหัวใจของเขาเริ่มหนักอึ้ง

 

ทว่าทันใดนั้นเอง จู่ๆตราสัญลักษณ์นายพลก็เริ่มสั่นไหว

 

กู่ฉิงซานรีบกลับไปยังเต็นท์ทหารของตนอย่างเร่งร้อน ก่อนจะทำการเปิดตราสัญลักษณ์นายพลอย่างรวดเร็ว

 

และนั่นเป็นเวลาเดียวกันกับที่ยันต์อัญเชิญเด้งออกมา

 

เมื่อกระตุ้นพลังวิญญาณลงไป เสียงของนางเซียนไป่ฮั่วก็ดังออกมา

 

“เป่ยหยวนได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงนำพาตัวเขาเข้ามาในกระแสมิติอันว่างเปล่าเพื่อหลบเลี่ยงการไล่ล่า”

 

“สิ่งที่เจ้าทำนับว่าถูกต้องแล้ว ยามเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่รู้จัก จงเป็นฝ่ายเริ่มต้นเปิดฉากลงมือทันที อย่าได้ลังเล”

 

“สำหรับในเรื่องแหล่งกำเนิดของธาตุทั้งห้า หากเป็นจริงตามที่เจ้ากล่าว พวกเราทั้งสามปราชญ์คงไม่สามรถที่จะตัดผ่านขอบเขตประทับเทพได้ และมีแนวโน้มว่านั่นจะเป็นเพราะขีดกำจัดของโลก”

 

“ในกรณีนี้ ซวนหยวนจะรับหน้าที่หาแหล่งกำเนิดของธาตุทั้งห้าเอง ส่วนข้าคงจำต้องอยู่ในมิติที่ว่างเปล่าต่อไป เพื่อดูแลเป่ยหยวน”

 

แล้วเสียงของยันต์สื่อสารก็เงียบหายไป

 

ขีดจำกัดของโลก?

 

สิ่งนี้คงไม่ผิดพลาดแล้ว มันมีแนวโน้มเป็นไปได้มากเลยว่าเพราะปัญหาขีดจำกัดในโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ ส่งผลให้เหล่าผู้คนในโลกสามารถฝึกปรือวรยุทธไปได้สูงสุดแค่เพียงขอบเขตประทับเทพเท่านั้น

 

หากเป็นเช่นนี้แล้วล่ะก็ …

 

กู่ฉิงซานพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เขาสัมผัสลงบนยันต์สื่อสาร อ้าปากเร่งเอ่ยพูด “ท่านอาจารย์ ข้าบังเอิญฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า แล้วถ้าหากท่านทำการทะลวงขอบเขตวรยุทธจากภายในโลกเทวะเล่า?”

 

ยันต์สื่อสารถูกดูดเข้าไปในตราสัญลักษณ์นายพล และหายวับไปทันที

 

แล้วนางเซียนไป่ฮั่วก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

“โลกเทวะใบนี้ มีศัตรูที่แสนจะทรงพลังแฝงตัวอยู่ หากข้าหมายที่จะก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์ในโลกใบนี้แล้วล่ะก็ เหล่าตัวตนที่ว่านั่นย่อมต้องรีบฉวยโอกาสนั้นมากำจัดข้าเป็นแน่”

 

กู่ฉิงซานชะงักงัน

 

สถานการณ์มันอันตรายถึงเพียงนี้เลยอย่างนั้นหรือนี่?

 

หลังจากผ่านไปอีกสักพัก ยันต์สื่อสารก็เด้งออกมาอีกรอบ

 

“ส่งผ่านคำสั่งของข้าออกไป ว่าหากพวกเราทุกคนได้เผชิญหน้ากับคนจากโลกอื่น ขอให้ทำการฆ่าสังหารพวกมันในทันที อย่าคิดปราณี”

 

แล้วกู่ฉิงซานก็ถ่ายทอดข้อความนี้ส่งต่อไปให้หนิงเยว่ฉาน

 

หนิงเยว่ฉานที่กำลังตกอยู่ในกังวล เมื่อพบว่าในที่สุดก็ได้รับคำสั่งจากนักปราชญ์ สีหน้าของเธอก็ปรากฏเลือดฝาดขึ้นหลายส่วน

 

“ข้าจะรีบไปสั่งการทันที และจะกล่าวถึงเรื่องนี้ให้มันชัดเลยไปเลย”

 

“ฝากด้วยล่ะ แม้ท่านอาจารย์จะเอ่ยสั่งฝากฝังข้า แต่ข้าคิดว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สมควรจะได้รับเกียรตินี้ และเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเป็นผู้ประกาศคำสั่งออกไป”

 

“เจ้าวางใจเถอะ”

 

หนิงเยว่ฉานกล่าวรับ และรีบจากไปทันที

 

เรื่องนี้ถูกตัดสินใจแล้วโดยนักปราชญ์ ฉะนั้นคาดว่าขวัญกำลังใจทางทหารคงจะไม่มีปัญหาไปสักพักหนึ่ง สักพักหนึ่งน่ะนะ …

 

ในเมื่อปัญหาเฉพาะหน้าถูกแก้ไขได้ชั่วคราวแล้ว กู่ฉิงซานก็โยนภาระทุกสิ่งอย่างในมือทิ้งไป แล้วมุ่งสมาธิเบนสายตาลงไปยังหน้าต่างระบบเทพสงคราม

 

ยังคงปรากฏบรรทัดของเส้นแสงตัวอักษรอยู่ที่นั่น

 

“ขอแสดงความยินดีด้วย แม้ความแข็งแกร่งส่วนตนของคุณแทบจะไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ทว่าตอนนี้คุณสามารถเริ่มดำเนินภารกิจที่สามของพลังศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว”

 

“คำอธิบายภารกิจ : โลกกำลังร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด จิตอาร์ติแฟคที่รอดตายต้องการความช่วยเหลือในการต่อต้านกับฝนเพลิง – ร้องขอให้ผู้เล่นก้าวเข้าสู่หุบเหวในส่วนลึกของโลกใบนี้ เพื่อทำการสืบเสาะหาความลับของโลกต่อไป”

 

“วัตถุประสงค์ภารกิจ : คุณอาจจำเป็นจะต้องพบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ หากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง สมควรบอกว่า ระบบก็ไม่อาจทราบได้เช่นกันว่าบางสิ่งที่ว่านั่นคืออะไร”

 

“คำอธิบาย : ระบบจะทำการช่วยเหลือคุณด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ โปรดอย่าลืมใช้อำนาจพิเศษในลูกแก้วที่ได้รับมาล่วงหน้าให้เป็นประโยชน์ เพื่อค้นหาความลับที่แท้จริงของโลกใบนี้ต่อไป”

 

กู่ฉิงซานอ่านคำอธิบายภารกิจ แล้วพยักหน้าอย่างเงียบๆ

 

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ระบบเทพสงครามกล่าวอย่างมิได้ปกปิดว่ามันกำลังช่วยเหลือเขา และเปิดเผยความปรารถนาของตนว่าคิดหมายจะตรวจสอบโลกใบนี้

 

ดูเหมือนว่า ช่วงเวลานี้มันจะอันตรายมากเกินไป ส่งผลให้กระทั่งระบบเทพสงครามก็ยังต้องทุ่มออกเต็มกำลัง

 

กู่ฉิงซานมองไปยังลูกแก้ว และเห็นแค่เพียงหมอกสีขาวที่ท่วมท้นอยู่ภายใน

 

เขาเคาะลงบนลูกแก้วเบาๆ

 

ทันใดนั้น หมอกสีขาวกผุดออกมาจากลูกแก้ว และแพร่กระจายเข้าไปตามร่างกายของเขาผ่านทางทุกๆรูขุมขน