หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.45 – บู๊แม่ง

 

กู่ฉิงซานกล่าว “จะถูกหรือจะผิดไม่ใช่ให้คนอื่นตัดสิน คุณควรจะเรียกคนที่ทำงานในสายนี้โดยตรงอย่างตำรวจจะดีกว่านะ”

 

ผู้จัดการยิ้ม “นั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากจะทำเลย”

 

เขาหยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาและรายงานเรื่องแก่ตำรวจ

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ตำรวจหลายคนก็เดินเข้ามาในหอธนู

 

และเมื่อมาถึง อย่างแรกที่พวกเขาทำคือกล่าวทักทายฮุ่ยเฉา จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับกู่ฉิงซาน

 

“คุณถูกต้องสงสัยว่าขโมยของ โปรดมากับพวกเราด้วย” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวออกมาตรงๆ

 

กู่ฉิงซานมองไปยังตำรวจและกล่าว “นี่พวกคุณเป็นตำรวจจริงๆหรอ แล้วไหนล่ะหลักฐาน?”

 

“พวกเรานี่แหละหลักฐาน!”

 

“รีบจับมันเลยครับ”

 

“เจ้าบ้า มาเสียใจตอนนี้มันก็สายไปแล้ว ไปนั่งสำนึกถึงการกระทำของตัวเองในคุกเถอะ”

 

กลุ่มวัยรุ่นตะโกน

 

สายตาเย็นชาของกู่ฉิงซานกวาดผ่านไปยังพวกเขา

 

และในวินาทีที่สายตากวาดผ่าน กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน จู่ๆหัวใจของพวกเขาก็กระตุกวูบ และพร้อมใจกับหุบปากลงอย่างช่วยไม่ได้

 

เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ มันจะต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ นี่คือสิ่งที่พวกเขาคิดออกมาในเวลาเดียวกัน

 

ส่วนทำตรวจก็จำเป็นต้องหยิบปืนขึ้นมาอย่างจนใจ

 

“นายจะเอาอย่างนี้ใช่ไหม ต้องการธนูของฉันจนถึงกับใช้วิธีแบบนี้?” กู่ฉิงซานมองฮุ่ยเฉาพร้อมเอ่ยถาม

 

ฮุ่ยเฉายิ้มจนเห็นฟันยาวๆ และกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “นายมันหัวขโมย นั่นมันธนูของฉัน”

 

ตำรวจเดินตรงเข้ามาพร้อมกล่าว “ตามขั้นตอนแล้วคุณยังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย หลังจากที่ฉันตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของคุณแล้ว คุณจึงจะสามารถเรียกทนายได้”

 

กู่ฉิงซานสบสายตากับอีกฝ่าย ก่อนจะหยิบสมองควอนตัมออกมาและส่งมันให้เขา

 

ในหัวใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจพลันกระตุกวูบ เขารู้สึกราวกับว่ากำลังถูกสัตว์ยักษ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์จับจ้องมาที่ตน

 

ร่างของเขาสั่นสะท้าน ก่อนจะค่อยๆยื่นมือไปหยิบเครื่องสแกนออกจากเอว แล้วกวาดสมองควอนตัมผ่านอย่างเร่งรีบ

 

ติ๊ง!

 

“ข้อมูลส่วนบุคคลถูกป้อนเข้า”

 

“ไม่มีสิทธิ์ดำเนินการ การเข้าถึงถูกปฏิเสธ”

 

พอเห็นดังนั้น สีหน้าของตำรวจคนดังกล่าวก็พลันเคร่งขรึม เขาหยิบสมองควอนตัมขึ้นมาและส่งชุดข้อความบางอย่างออกไป

 

เวลานี้ สีหน้าผ่อนคลายของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆสลายหายไปในอากาศเช่นกัน

 

“หัวหน้าจาง ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะมีสถานะอะไรบางอย่าง คงต้องใช้อำนาจสิทธิที่สูงกว่าตำรวจคนอื่นๆของคุณมาสแกนด้วยตัวเองแล้วล่ะ” ตำรวจเอ่ย

 

“ฉันกำลังไป”

 

หัวหน้าจางเดินเข้ามา ก่อนที่จะรับสมองควอนตัมของกู่ฉิงซานกวาดผ่านเครื่องสแกน

 

ติ๊ง!

 

“ข้อมูลส่วนบุคคลถูกป้อนเข้า”

 

“ไม่มีสิทธิ์ดำเนินการ การเข้าถึงถูกปฏิเสธ”

 

ตำรวจหลายคนหันมามองหน้ากันและกัน ในหัวใจของพวกเขาค่อยๆทะมึนลงอย่างช้าๆ

 

ตอนแรกพวกเขาก็คิดแค่ว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันธรรมดาๆ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ามันกำลังจะเป็นเรื่องราวบาดหมางระหว่างชนชั้นสูงเสียแล้ว

 

สถานการณ์แบบนี้ ชักจะไม่ดีแล้ว พวกเขายังไม่อยากจะพบกับความตายอันโหดร้ายนะ!

 

โดยไม่ทันรู้ตัว สีหน้าของตำรวจก็เผยให้เห็นถึงความเคารพมากขึ้นหลายส่วน

 

ตำรวจคนหนึ่งเค้นรอยยิ้มออกมาและกล่าวกับกู่ฉิงซาน “น่าจะเกิดอะไรบางอย่างผิดพลาด กรุณารอสักครู่”

 

จากนั้นตำรวจหลายคนก็หันมองไปยังหนึ่งในฝูงชนเพื่อขอความช่วยเหลือ

 

“นี่พวกแก เรื่องเล็กๆน้อยแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ หรือว่าจะต้องให้ฉันออกหน้าด้วยตัวเอง?” หนึ่งในวัยรุ่นที่ยืนอยู่เบื้องหลังของฮุ่ยเฉาเดินออกมาพร้อมกล่าวด้วยความเกียจคร้าน

 

เขาเป็นลูกชายของผู้บังคับการกองกำกับการตำรวจประจำเมืองหลวง เมื่อเดินมายังเบื้องหน้า เขาก็ล็อคอินเข้าสู่ระบบของตำรวจ และตำแหน่ง ‘ผู้ช่วยผู้บังคับการ’ ก็ปราฏขึึ้นมา

 

ถูกต้อง จริงๆแล้วตำรวจพวกนี้ก็เป็นเหมือนกับคนของเขา

 

เขาหยิบเครื่องสแกนออกจากกระเป๋าจากนั้นก็กวาดผ่านสมองควอนตัมส่วนบุคคลของกู่ฉิงซาน

 

ติ๊ง!

 

เสียงเครื่องสแกนเริ่มทำงาน และข้อมูลก็กระพริบขึ้นบนหน้าจอ

 

“ฮ่า! สถานะของแกมันก็เท่านั้นเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจสิทธิที่สูงกว่าอย่างฉันทุกอย่างก็จบ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

 

ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงจากเครื่องสแกนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

มันเป็นเสียงแจ้งเตือนอิเล็กทรอนิกส์

 

“มีการร้องขอเข้าดำเนินการอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ — ทำการยกระดับการป้องกัน”

 

“ไม่มีสิทธิ์ดำเนินการ การเข้าถึงถูกปฏิเสธ”

 

ทุกคนต่างพากันตกตะลึง และเริ่มหันมามองกู่ฉิงซานด้วยสายตาแปลกๆ

 

สุดท้ายแล้วเบื้องหลังของคนๆนี้มันคืออะไรกัน ทำไมถึงไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้แม้กระทั่งข้อมูลของเขา?

 

“ฉันจำได้แล้ว! เมื่อวานนี้ที่ท่านประธานาธิบดีกล่าวสุนทรพจน์ ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ที่นั่นด้วย” ตำรวจคนหนึ่งกระซิบ

 

“จริงๆด้วย เขาเป็นลูกบุญธรรมของท่านประธานาธืบดี”

 

“นอกจากนี้ท่านประธานาธิบดียังกล่าวว่าจะสนับสนุนเขาให้เข้าเรียนมหาลัยอีกด้วย”

 

ความหวาดกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนส่วนมากก็คือ การไม่รู้ถึงที่มาและรายละเอียดของฝ่ายตรงข้าม ทว่าตอนนี้พวกเขาได้รู้ถึงสถานะของกู่ฉิงซานแล้วหัวใจของพวกเขาก็ค่อยๆสงบลง

 

มันกลับกลายเป็นว่าเจ้าหมอนี่ไม่ได้มาจากสถานที่ลึกลับอะไร ก็แค่เจ้าเด็กกำพร้ายืนอยู่ด้านหลังท่านประธานาธิบดีเท่านั้นเอง

 

ท่านประธานาธิบดีน่ะเป็นคนมีเมตตา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างประเทศ นโยบายทางทหาร หรือนโยบายภายในประเทศ เขาก็มักจะสนับสนุนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอ่อนโยน อย่างเช่นการอุปถรรมเด็กกำพร้า ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นที่นิยม

 

แม้กระทั่งวัยรุ่นสายตาตาบอดที่มาจากเก้าตระกูลใหญ่ก็ยังรู้ว่านี่มันเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น

 

ฮุ่ยเฉาฉีกยิ้มทันทีและกล่าว “เอาล่ะ ใครก็ได้มาจับตัวเจ้าเด็กกำพร้านี่ไปที”

 

หลายคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมห้องและไม่เคยทำตัวโดดเด่นใดๆก้าวเดินเข้ามา สายตาของทั้งหมดล็อคเป้ามายังกู่ฉิงซาน

 

“ฮุ่ยเฉา แบบนี้มันจะดีหรอ” บนใบหน้าของชายคนหนึ่งดูจะไม่ผ่อนคลายเหมือนฮุ่ยเฉา เขากระซิบบอก

 

“ฉันรู้ถึงขีดจำกัดดี” ฮุ่ยเฉากล่าว “เรื่องราวทั้งหมดก็จะประมาณว่า ลูกบุญธรรมของประธานาธิบดีได้เข้ามาในสปอร์ตคลับ และบังเอิญเกิดความขัดแย้งขึ้นกับคนในที่นี้ ทั้งสองฝ่ายเลยเกิดการทะเลาะต่อสู้กัน นี่มันนับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

 

“ดูก็รู้ว่าเจ้ากำพร้านี่คงเป็นแค่ตัวช่วยเพิ่มคะแนนเสียงของท่านประธานาธิบดี มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”

 

ฮุ่ยเฉากล่าวจบ วัยรุ่นที่อยู่รอบๆหันมามองหน้ากัน ฉันมองเธอ เธอมองฉัน ก่อนจะเรียกคืนความผ่อนคลายกลับมาได้ และพากันหัวเราะออกมา

 

สถานที่ๆมีวัยรุ่นมารวมตัวกัน การเกิดการทะเลาะ นี่มันเรื่องปกติ

 

ท่านประธานาธิบดีที่ต้องวุ่นทำงานอยู่หน้าโต๊ะตลอดเวลา ย่อมไม่มีทางมาสนใจจัดการเรื่องธรรมดาเช่นนี้

 

“มาช่วยฉันจัดการมัน” ฮุ่ยเฉาชี้ไปที่กู่ฉิงซานและกล่าวต่อ “ฉันอยากจะประทับฝ่าเท้าลงบนใบหน้าหยิ่งยะโสของมัน และให้มันได้รู้ซึ้งว่าโลกใบนี้ใครเป็นนายใครเป็นบ่าว!”

 

“จัดการได้!”

 

หลายคนที่ยืนนิ่งมาโดยตลอด ค่อยๆเดินตรงมาจากมุมมืด กลิ่นอายของพวกเขามุ่งตรงไปยังกู่ฉิงซาน

 

“พวกกี๊กี๊(ลูกกระจ๊อก)ของแกน่าสนใจดีนี่ บางคนเป็นถึงเฉาฟ่าน(ผ่าเหล่า)แท้ๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกชนชั้นสูง กลับเป็นได้แค่เพียงทาสรับใช้” กู่ฉิงซานยิ้ม

 

ลูกน้องหลายคนเมื่อได้ยินคำนี้ สีหน้าของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนไป

 

“ไอ้เด็กเหลือขอ จะมากเกินไปแล้ว!”

 

หนึ่งในนั่นกล่าว พร้อมกับแสงสีดำที่ปรากฏขึ้นในมือ และพุ่งปราดตรงมายังกู่ฉิงซาน

 

“พลังวิญญาณธาตุมืด? เก็บมันกลับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นคุณจะเสียใจ”

 

กู่ฉิงซานกล่าวจบก็ยกธนูขึ้นและยิงมันออกไป

 

การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วจนเกิดภาพติดตา กว่าทุกคนจะทันมองเห็นท่วงท่าของเขา ลูกศรหลายดอกก็หายวับไปแล้ว

 

ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องครั้งแล้ว และครั้งเล่า

 

ทุกคนยังไม่ทันจะรู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น พริบตาเดียวลูกน้องของฮุ่ยเฉาทั้งหมดก็กระเด็นลอยออกไป

 

ฝูงชนเหลียวหลังกลับไปมอง และฉากที่เห็นก็ทำให้พวกเขาต้องสูดหายใจเย็นเยียบ

 

เฉาฟ่านกว่าห้าคน มีสองคนที่อยู่ในสภาพเท้าชี้ฟ้า ทั้งหมดถูกอัดกระเด็นไปติดแหง่กอยู่ตรงผนังสีขาวราวหิมะที่อยู่ไกลไปสุดมุมห้อง!

 

ลูกศรแทงลึกลงบนไหล่ของพวกเขา เจาะทะลุเข้าไปในผนังขาวนวล

 

เลือดสีแดงสดค่อยๆไหลซึมลงมาจากบนผนังอย่างช้าๆ ฉากนี้ดูราวกับถ้วยน้ำแข็งใสกำลังถูกย้อมลงด้วยน้ำหวานสีแดง …

 

หนึ่งในเฉาฟ่านที่ถูกตรึงติดกำแพงยกแขนข้างที่ไม่ถูกศรปักอยู่ขึ้นมา

 

ทันใดนั้นเปลวไฟก็ปะทุออกมาจากมือของเขา

 

ขณะที่เฉาฟ่านธาตุไฟกำลังจะเคลื่อนไหว เสียงๆหนึ่งก็ดังออกมาจากฝั่งตรงข้ามเสียก่อน

 

“ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเร็ว จะลองดูก็ได้นะ แต่ฉันมั่นใจว่าฉันเร็วกว่า”

 

กู่ฉิงซานเอ่ยอย่างสงบ

 

ลูกศรยังคงอยู่ในมือของเขาไม่ได้ถูกยิงออกไป ทว่าแรงกดดันทั่วร่างกลับถูกส่งออกไปแล้ว

 

จิตสังหารอันเย็นเยียบไหลผ่านร่างกายและพุ่งเป้าไปยังเจ้าของเปลวไฟที่ติดแหง่กอยู่บนผนัง

 

สำหรับพลังวิญญาณธาตุมืดของพวกกี๊กี๊ตัวแรกน่ะ กู่ฉิงซานไม่สนใจหรอก แต่หากเป็นเฉาฟ่านธาตุไฟมันจะแตกต่างกันออกไป

 

พลังทำลายล้างของธาตุไฟจากธาตุทั้งห้านับว่าทรงพลังมาก  ดังนั้นหากอีกฝ่ายกล้ายิงมันใส่เขา ต่อให้ต้องปลิดชีวิตอีกฝ่ายกู่ฉิงซานจะไม่ลังเลเลย

 

เจ้าของธาตุไฟนั้นเป็นทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์ต่อสู้มามากมาย เขาสามารถรู้สึกได้ถึงเจตนาฆ่าอันรุนแรง และจากสายตาอันไม่แยแสของอีกฝ่าย ก็พอจะบอกได้ว่าตนได้เผลอไปเตะแผ่นเหล็กเข้าเสียแล้ว

 

ธาตุไฟจากธาตุทั้งห้าของเขาพึ่งจะฝึกฝนจนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสอง ‘เพลิงคำรน’ เมื่อเร็วๆนี้ แน่นอนแม้ว่าพลังทำลายล้างของมันจะทรงพลัง แต่มันก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างอิสระ แถมยังใช้เวลาพอสมควรในการสะสมพลังวิญญาณอีกด้วย

 

ทว่าลูกศรของอีกฝ่ายกลับรวดเร็วเกินไป รวดเร็วชนิดที่ว่าไม่อาจจะทันตอบสนองได้

 

หากคราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้เล็งมาที่ไหล่ แต่เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญแล้วล่ะก็ ..

 

เขาถอนหายใจอย่างหมดหวัง และลดมือลงอย่างช่วยไม่ได้

 

ผู้ชมโดยรอบเงียบเป็นเป่าสาก

 

ฝ่าเท้าของกู่ฉิงซานก้าวออก ก้าว ก้าวตรงไปยังฮุ่ยเฉา

 

“นายเป็นคนของเก้าตระกูลรึเปล่า?” เขาถาม

 

ฮุ่ยเฉายืดอกแล้วกำลังจะเอ่ยว่า “ฉันเป็นคนจากคฤหาสน์ในเมืองหลวง ตระกูลหวง –”

 

เผี๊ยะ!

 

ฝ่ามือของกู่ฉิงซานสะบัดออกไป และร่างของฮุ่ยเฉาก็ลอยไปตามทิศทางดังกล่าวจนสุดสายตา

 

กู่ฉิงซานยังคงไม่หยุด เขาก้าวเดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ ก่อนจะกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วจ้องตาอีกฝ่าย

 

“แกกล้าตีฉัน แกตายแน่! ฉันคือนายน้อยคนรองของตระกูลหวง! ” ฮุ่ยเฉาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ก่นด่าออกมา ฉากนี้มองดูราวกับวิญญาณชั่วร้ายกำลังกรีดร้อง

 

“ตาย!? แกที่อยู่ในสภาพใกล้ตายราวกับกำลังถูกมดรุมทึ้ง ยังจะกล้ามาพูดแบบนี้กับฉัน?”

 

กู่ฉิงซานส่ายหัวและเอ่ยอย่างไม่เฉยเมย

 

ผู้คนโดยรอบต่างจ้องมองฉากตรงหน้าอย่างโง่งม