หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.219 – ปลดผนึกแห่งโชคชะตา

 

พระคาร์ดินัลจับจ้องไปยังผนังที่ว่างเปล่า หัวใจของเขาค่อยๆหม่นทะมึนลงช้าๆ

 

นี่พอจะอธิบายได้ว่า สิ่งที่ทำให้ศัตรูถึงขั้นต้องลงมือโจมตีอีวานจนปลิวหายไปอีกด้านหนึ่ง จะต้องเป็นเพราะภาพใบนี้แน่ๆ

 

ให้ตายเถอะ ภาพนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นของกำนัลจากองค์ราชาที่มอบให้แด่มาดามดู่

 

และเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับองค์ราชา มาดามจึงแขวนภาพนี้ไว้ในห้องจัดเลี้ยงมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ภาพจึงได้ถูกนำมาไว้ในห้องจัดแสดง

 

องค์ราชาเป็นคนโรแมนติกและมักจะส่งของที่ระลึกบางอย่างที่น่าจดจำไปให้แก่หญิงสาวที่มีเกียรติและชื่อเสียงอยู่เสมอ และภาพใบนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในของที่ระลึกจำนวนนับไม่ถ้วน ดังนั้น ผู้คนจึงต่างพากันคิดว่า การนำเจ้าภาพดังกล่าวมาไว้ในห้องจัดแสดง คงจะไม่มีปัญหาอะไร

 

แต่ตอนนี้ดันมีใครบางคนลอบเข้ามา เพื่อขโมยภาพนี้โดยเฉพาะ

 

ถ้าแบบนั้น ความลับของรูปภาพนี้คืออะไรกันแน่?

 

ทำไมข้าถึงไม่สังเกตเห็นปัญหานี้ตั้งแต่แรก?

 

ทันใดนั้น คาร์ดินัลคิดด์ก็ระเบิดเสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่งออกมา เขาโบกสะบัดแส้ทุบทำลายไปทั่วห้องจัดแสดง

 

“ท่านคาร์ดินัล … ” นักบวชแห่งคริสตจักรที่วิ่งตามขึ้นมา มิกล้าย่างกรายข้ามบานประตูไปแม้เพียงครึ่งก้าว ทำได้เพียงยืนมองจากระไกลอย่างเงียบๆ

 

 “จงไปซะ! ไปบอกทุกคนว่าไอ้ระยำที่เรียกว่าจางเหรินเจี๋ยอาจมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับองค์ราชา และพวกเราจะไม่ปล่อยให้มันหลบหนีไปได้เด็ดขาด!”  คาร์ดินัลหอบหายใจถี่รัว ปากอ้าตะโกนลั่น

 

เกี่ยวข้องกับองค์ราชา!

 

เมื่อนักบวชได้ยิน เขาก็เริ่มตื่นตระหนกทันที รีบขานตอบไป “ขอรับ!”

 

“จริงสิ ไอ้เจ้าจางเหรินเจี๋ยนั่นมันใส่เกราะรบสีทอง จงจำเอาไว้ให้ดี!” คาร์ดินัลคิดด์รีบเอ่ยเสริมคำหนึ่ง

 

“ทราบแล้ว!”

 

“ไปเร็วเข้า รีบไปบอกทุกคน!”

 

นักบวชตะโกนตอบรับครั้งแล้วครั้งเล่า และสับฝีเท้าจากไปอย่างเร่งร้อน

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์

 

พระสันตะปาปานั่งอยู่บนบัลลังก์ ในมือถือแปรงพู่กัน และกำลังมุ่งมั่นตวัดปลายของมัน ร่างบางสิ่งบางอย่างลงบนกระดานวาดภาพ

 

แต่แล้วจู่ๆเธอก็วางพู่กันลง และถอนหายใจออกมา

 

“ความรู้สึกนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มมันยังมิยอมจางหายไปเลย … ”

 

เธอตัดสินใจว่าจะไม่ลังเลอีกต่อไป ปากเอ่ยตะโกน “ใครก็ได้เข้ามาที”

 

ไม่นานนัก แม่ชีคนหนึ่งก็เดินเข้ามา และคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ

 

“หากข้าจำไม่ผิด เจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงโดยพระผู้เป็นเจ้าสินะ” พระสันตะปาปามองไปยังอีกฝ่าย และเอ่ยถาม

 

“ใช่เจ้าค่ะ หากไม่ได้รับที่พักพิงโดยพระผู้เป็นเจ้า เกรงว่าตัวลูกคงตายลงท่ามกลางความหนาวเย็นและหิวโหยไปแล้วเจ้าค่ะ”

 

“ศรัทธาที่เจ้ามีนั้นหนักแน่นมั่นคงหรือไม่?”

 

“ศรัทธาที่ลูกมี ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชีวิตหรือความตาย ลูกก็จะรับใช้ท่านและพระผู้เป็นเจ้า”

 

“เจ้ามีบุคคลอื่นใดในหัวใจหรือไม่?”

 

“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ ในหัวใจของลูกบริสุทธิ์และสะอาดอยู่เสมอ”

 

“เช่นนั้น หากช่วงเวลาพิสูจน์มันได้มาถึง เจ้ายินดีจะเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อคริสตจักรหรือไม่?”

 

แม่ชีเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น รีบอ้าปากกล่าว “หากมันจะเป็นประโยชน์ต่อพระผู้เป็นเจ้า ลูกเต็มใจเสียสละทุกสิ่ง”

 

“อืม ไม่เลวเลย”

 

พระสันตะปาปาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มือฉีกกระดาษออกมาจากกระดานวาดภาพแผ่นหนึ่ง

 

เธอเหวี่ยงมือโยนมันออกไป

 

แผ่นกระดาษลอยไปหยุดเหนือแม่ชีอย่างเงียบๆ  ขยายขนาดออก และกลืนรวบเธอเข้าไป

 

พระสันตะปาปาขยับมือ และกระดาษแผ่นนั้นก็บินกลับมาหาเธออีกครั้ง

 

ตัวกระดาษเปลี่ยนรูปทรงเป็นไพ่

 

ภายในไพ่ คือแม่ชีที่พึ่งก้าวเข้ามาในวิหารศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่นี้

 

สีหน้าของเธอปรากฏสีแดงอ่อนๆด้วยความตื่นเต้น สองมือประกบเข้าหากัน และเริ่มอธิษฐานตามพิธีทางศาสนา

 

เส้นตัวอักษรสองบรรทัดขนาดเล็กปรากฏขึ้นในไพ่

 

“แม่ชีผู้ศรัทธาในศาสนา”

 

“เธอเป็นผู้ศรัทธาที่บริสุทธิ์และจริงใจ ยินดีมอบทุกสิ่งของตนเพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร มอบให้ได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณของตัวเธอเอง”

 

พระสันตะปาปามองดูไพ่ใบนี้อย่างเงียบๆ

 

หลังจากนั้น เธอก็วางไพ่ลงบนร่างกายของเธอ ปากเอ่ยเสียงกระซิบ “ชดเชยสมดุล”

 

บนหน้าไพ่ บังเกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสยดสยองดังขึ้นทันที

 

แม่ชีที่อยู่ในไพ่คร่ำครวญอย่างน่าสมเพช จากนั้นทั้งร่างของเธอก็กลับกลายเป็นกลุ่มก้อนเปลวเพลิงสีขาวศักดิ์สิทธิ์

 

โซ่ตรวนสีดำหมึกผุดออกมาจากพระสันตะปาปา และเข้าพัวพันรอบเปลวเพลิงสีขาว

 

วินาทีต่อมา ทั้งแม่ชีและโซ่ตรวนสีดำก็บังเกิดปฏิกริยาต่อต้านกันและกัน ทั้งสองถูกแผดเผาหลงเหลือเพียงผงสีเทาระคนขาว ร่วงโรยลงบนพื้นอย่างเงียบๆ

 

พระสันตะปาปาจ้องมองดูฉากนี้อย่างเงียบๆ

 

แล้วจู่ๆเธอก็หัวเราะคิกคักออกมา

 

“ช่างโง่เขลาเสียจริง” เธอเอ่ยปาก

 

“เท่านี้ ก็หลงเหลือผนึกแห่งโชคชะตาอีกเพียงแค่สอง … ”

 

“ใครก็ได้เข้ามาที”

 

แม่ชีผู้ศรัทธาอีกหนึ่งคนเดินเข้ามา

 

“หากข้าจำไม่ผิด เจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงโดยพระผู้เป็นเจ้าสินะ” พระสันตะปาปามองไปยังอีกฝ่าย และเอ่ยถามคำเดิมอีกครั้ง

 

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลของลูก เป็นของคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์” แม่ชีตอบ

 

“เช่นนั้น หากช่วงเวลาพิสูจน์มันได้มาถึง เจ้ายินดีจะเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อคริสตจักรหรือไม่?”

 

…….

 

หลังจากที่เสียงกรีดร้องอันน่าสมเพชสงบลงอีกครั้ง พระสันตะปาปาก็สามารถปลดผนึกแห่งโชคชะตาลงไปได้อีกหนึ่ง

 

“อีกไม่นานแล้ว … ”

 

หัวใจของพระสันตะปาปาดูจะรู้สึกผ่อนคลายลงหลังจากปลดผนึกโซ่ตรวนออกไปได้ ความกระวนกระวายในจิตใจของเธอค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ

 

ทว่าทันใดนั้นเอง เธอก็ชะงักงันไปเล็กน้อย ราวกับว่าได้พบเจอกับเรื่องราวอันแปลกประหลาด

 

“เอ๋ อีวานกำลังจะไปไหนกัน?”

 

ระหว่างกล่าวด้วยความแปลกใจ พระสันตะปาปาก็เอื้อมมือออกไปในอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า

 

ไม่มีอะไรถูกดึงกลับมา

 

“ระยะไกลเกินไป? นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน!”

 

น้ำเสียงของเธอค่อนข้างสับสน

 

แม้ว่าคฤหาสน์ของมาดามดู่จะตั้งอยู่ในแถบชานเมืองของเมืองหลวง แต่ก็ไม่น่าจะไกลจนเกินกว่าระยะพลังของเธอ

 

พระสันตะปาปาแม้จะดูเป็นคนที่มิให้ความสนใจถึงสิ่งใด ทว่าแท้จริงแล้วเธอห่วงใยและจริงจังต่อเหล่าสาวกศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก

 

เธอย้อนนึกไป และเอ่ยพึมพำความคิดในหัวของตัวเองออกมา “อีวานไปที่งานเลี้ยง … และข้าเป็นคนให้เขาไปรับหน้าแทน … ”

 

“ในเวลานั้น … ข้ายังคงวุ่นอยู่กับการแง้มดูวิถีแห่งโชคชะตา เลยมิได้คำนึงหรือตริตรองถึงเรื่องที่ว่านี้ .. ”

 

พระสันตะปาปานิ่งไป

 

“ฮัทท์!!” และจู่ๆก็ลุกพรวดขึ้นมาตะโกนลั่น

 

“ขอรับ!”

 

ฮัทท์พุ่งเข้ามาในวิหาร และคุกเข่าลงอย่างว่องไว

 

อีกด้านหนึ่ง

 

กู่ฉิงซาน บินออกไปอย่างรวดเร็ว ตามเส้นทางที่มุ่งสู่เมืองหลวง

 

แล้วทันใดนั้นจู่ๆทั้งร่างของเขาก็สว่างวาบ ชุดเกราะรบสีทองถูกปลดออก และเก็บกลับคืนลงไปในถุงสัมภาระ

 

หลังจากทำสิ่งนี้ กู่ฉิงซานก็จีบมือใช้ออกด้วยวิชาลับอีกครั้ง

 

สุดยอดวิชาลับ ยับยั้งลมหายใจเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว และกลิ่นอายของเขาก็หายไปอย่างสมบูรณ์

 

กู่ฉิงซานเคลื่อนไหวอย่างลับๆและฉับไว ไม่นานนัก เขาก็มาถึงริมทะเลสาบ

 

ริมทะเลสาบ มีหินก้อนใหญ่ที่สูงขนาดคนสามคนยืนต่อๆกัน

 

กู่ฉิงซานทะยานข้ามหินก้อนนั้น และจู่ๆเขาก็หยุดกึกทันที

 

เขาตรงกลับมายังหินใหญ่ โบกดาบพิภพในมือออกไป หั่นหินใหญ่ราวกับหั่นเต้าหู้ 

 

มองไปยังปากทางเข้าหินผาที่ถูกเปิดออก กู่ฉิงซานก็ค่อนข้างพอใจ

 

หลังจากที่หั่นเปิดทางเข้าออก ช่องว่างที่ปรากฏออกมาก็เพียงพอที่จะรองรับตัวของคนหนึ่งคนได้พอดิบพอดี

 

นอกจากนี้ ในระหว่างหั่น กู่ฉิงซานยังระมัดระวังเป็นอย่างมาก เศษหินมิปรากฏร่องแรยแตกร้าว ขณะที่เศษฝุ่นมิมีร่วงโรยลงบนพื้นแม้แต่เม็ดเดียว ตราบใดที่เข้าไปอยู่ภายใน เขาก็สามารถยกมันมาปิดทับดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์

 

ด้วยวิธีนี้ จุดซ่อนตัวอันแยบยลจึงถือกำเนิดขึ้น

 

หลังจากที่จัดการเสร็จ กู่ฉิงซานก็รีบแนบตัวเข้าไปยังภายใน และยกหินข้างนอกที่พึ่งหั่นปิดทับกลับคืนอย่างรวดเร็ว

 

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ

 

ไม่นานนัก เสียงที่ฟังดูทรงพลังก็ดังกึกก้องผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

 

มันคือเสียงของสาวกศักดิ์สิทธิ์

 

“ปิดเส้นทางถนนให้หมด บริเวณทะเลสาบก็ไม่มีข้อยกเว้น ไม่อนุญาตให้ทุกคนเข้าและออกไปไหนทั้งนั้น ใครฝ่าฝืน ฆ่าได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งเตือน!”

 

สิ้นคำสั่ง ก็ปรากฏตามมาด้วยแสงสีขาวนวลอันกว้างใหญ่ แพร่กระจายปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า

 

หนึ่งในกลุ่มแสงบินมาจากที่จุดห่างไกล ค่อยๆชะลอความเร็วร่อนลงบนทะเลสาบ และลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำอย่างเงียบๆ

 

แสงสีขาวนวลที่ปรากฏนี้ถูกเรียกเก็บกลับคืน ก่อนจะปรากฏร่างของคนๆหนึ่งในชุดคลุมยาวสีดำ

 

สาวกศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งคริสตจักร เป็นรองแค่เพียงพระสันตะปาปา – ฮัทท์

 

ในที่สุดเขาก็มาถึง

 

ในบรรดาเจ็ดสากวกศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถลอยอยู่กลางอากาศได้โดยใช้พลังศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่ง

 

ในช่วงแรก หลังจากที่รู้ถึงสถานการณ์ของอีวาน ฮัทท์ก็มุ่งตรงมาที่นี่ทันที ทว่าระยะทางมันไกลเกินไป จนเขาพึ่งมาถึงได้เมื่อครู่นี้เอง

 

แสงศักดิ์สิทธิ์สีขาวล้อมรอบเขาเอาไว้ ขณะที่ลวดลายปีกแสงยังติดตรึงอยู่บนแผ่นหลังเขา

 

เขาล่องลอยอยู่กลางอากาศอย่างอ่อนโยน ทว่าสายตากลับดุดัน มันกวาดมองไปรอบๆ เพื่อค้นหาคนๆหนึ่ง

 

เมื่อเขารู้ว่าอีวานถูกทุบตี เลือดในกายของเขาก็พลันเดือดพล่าน

 

มีคนกล้าที่จะรุกรานเข้ามาบนแผ่นดินนี้ นี่นับว่าเป็นการหมิ่นเกียรติสาวกศักดิ์สิทธิ์โดยแท้!

 

น้องชายถูกทุบตีจนปลิวหายไป ทว่ากระทั่งตอนนี้ ตนเองกลับยังไม่อาจหาร่องรอยของศัตรูได้พบ

 

แถมเจ้าบ้าคิดด์ก็ช่างไม่ได้เรื่อง ไม่เพียงจับตัวคนร้ายไม่ได้ กระทั่งเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายขโมยรูปภาพใบนั้นไปเพื่ออะไร มันก็ยังไม่ล่วงรู้!

 

นี่นับเป็นความอัปยศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสาวกศักดิ์สิทธิ์

 

จะปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้ ต้องจับตัวให้ได้เท่านั้น และมอบความอัปยศอดสูกลับคืนให้แก่มันเป็นพันๆเท่า!

 

คู่ปีกของสาวกศักดิ์สิทธิ์คนโตเริ่มขยับไหว มันพาตัวเขาลอยวนไปรอบๆ

 

ตามข้อมูลทางกองทัพที่กำลังปิดล้อมอยู่ในสถานที่อื่นๆใกล้เคียงกับที่นี่ ยังไม่ได้พบกับตัวปัญหาที่ว่านั่นเลย

 

นั่นจึงเป็นไปได้ว่า เจ้าบ้านั่นกำลังซ่อนตัวอยู่บริเวณนี้

 

ช่างเป็นชายที่เจ้าเล่ห์กลับกลอก ฮัทท์ต้องเสียเวลาค้นหาอยู่นาน ก่อนที่จะมาพบกับสถานที่แห่งนี้

 

ทักษะพิเศษของฮัทท์มิใช่การค้นหา แต่เป็นการต่อสู้ต่างหาก

 

ดังนั้นความอดทนในยามที่ทำการค้นหาร่องรอยของอีกฝ่ายจึงมีน้อยนิดยิ่ง เวลานี้ ในหัวใจของเขาเริ่มโกรธมากขึ้น มากขึ้นจนเริ่มไม่อาจควบคุมมันได้แล้ว

 

“สารเลวเอ๊ย อย่าให้ข้าพบเจ้านะ ข้าจะต้องให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของบทลงโทษที่ทรมานที่สุดในโลกใบนี้อย่างแน่นอน!”

 

ฮัทท์อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา

 

ทันใดนั้นเอง จู่ๆฮัทท์ก็ชะงักงันกลางอากาศ คู่สายตาตกลงบนสถานที่หนึ่งอย่างฉับพลัน

 

เขาลอยเข้าไปอย่างช้าๆ มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของหินใหญ่อย่างเงียบๆ

 

ใช่แล้ว … ความรู้สึกนี้มัน 

 

นี่มันสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของอีวาน แม้ว่าจะเจือจางมาก แต่ก็ยังปรากฏถึงร่องรอยความผันผวนของมันบ้างเป็นครั้งคราว

 

ทำได้ดีมาก อีวานเอ๋ย!

 

ฮัทท์กลั้นหายใจ และตรวจสอบร่องรอยบนหินใหญ่อย่างรอบคอบ

 

เป็นเช่นนั้นจริงๆ

 

หากมิใช่เพราะการนำทางของสัญลักษณ์ เขาก็คงจะไม่สามารถค้นพบที่นี่

 

เขายังคงมองหินใหญ่อย่างระมัดระวังไม่วางตา

 

ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะปกปิดมันได้อย่างแนบเนียนมากก็ตามที แต่ในที่สุดฮัทท์ก็สังเกตได้ถึงรอยตัดเล็กๆ

 

ฮัทท์เพ่งมองดูร่องรอยที่ปรากฏให้เห็นแค่เพียงเล็กน้อย และอดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมในใจ

 

การที่คุณจะสามารถตัดหินได้เรียบเนียนแบบนี้ได้ ไม่เพียงแต่ต้องครอบครองดาบที่คมกริบ แต่ยังต้องมีวิชาดาบอันยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

การที่อีวานถูกทุบตีจนปลิวออกไป ดูเหมือนว่าจะมิใช่เพราะความประมาทเสียแล้ว เกรงว่ามันจะเป็นเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งจริงๆ

 

แต่ … ศัตรูที่แข็งแกร่ง ย่อมไม่สมควรที่จะอยู่ในโลกใบนี้!

 

หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งผิดปกติอื่นใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง  ฮัทท์ก็สูดหายใจลึก เริ่มควบรวมพลัง 

 

“เอาล่ะ ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเสียใจเองที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้” ฮัทท์กล่าวในใจอย่างลับๆ

 

ลวดลายศักดิ์สิทธิ์อันงดงามและน่าเกรงขามแพร่กระจายขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขา

 

เทคนิคเทียนซวนอันลึกลับแห่งคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์ ราชันย์ในหมู่มวลเทคนิคเทียนซวน – สวรรค์พิพากษา!

 

มันคือหนึ่งในเทคนิคเทียนซวนสายต่อสู้ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก

 

โดยไม่จำเป็นต้องวิงวอนหรืออ้อมค้อมใดๆ ไม่มีช่องว่างให้สำหรับการเจรจา ฮัทท์ตั้งใจมุ่งมั่นว่าเขาจะทุ่มสุดกำลัง โจมตีอีกฝ่ายให้มันตกลงสู่หุบเหวแห่งความทุกข์ทรมานในคราเดียว

 

เมื่อลวดลายศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นรอบๆตัวฮัทท์ จู่ๆท่ามกลางช่องอากาศที่ว่างเปล่าก็บังเกิดหลุมดำขึ้น

 

ฮัทท์จ้วงแขนของเขาเข้าไปในหลุมดำ และคว้าจับร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังจะตกตายในไม่ช้าออกมา

 

ฮัทท์มองไปที่คนๆนั้น  และจู่ๆเปลวเพลิงสีขาวนวลก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา … ฉากนี้มันแลคล้ายกับฉากเดียวกันกับของพระสันตะปาปาไม่มีผิดเพี้ยน

 

เปลวเพลิงสีนวลได้ขยายลุกลามไปยังคนๆนั้น และในเสี้ยววินาที ร่างของชายคนนั้นก็ถูกแผดเผาจนหลงเหลือเพียงโครงกระดูก

 

ในขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีขาวนวลบนร่างกายของเขาก็พลันปะทุลุกโชนสูงขึ้นอย่างกระทันหัน

 

ฮัทหันไปเอ่ยพึมพำกับโครงกระดูก “จงเปรมปรีดิ์เถิด ที่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ ข้าจึงไม่มีเวลาที่จะทรมานเจ้าให้ตกตายลงอย่างช้าๆ”

 

เขายัดโครงกระดูกกลับเข้าไปในหลุมดำ เผยรอยยิ้มอำมหิต ก่อนจะมาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าก้อนหินใหญ่

 

“เริ่มกระบวนการพิพากษา” เขาเอ่ยออกมา

 

“ข้าได้พิพากษาแล้วว่าสิ่งมีชิวิตที่อยู่ในที่แห่งนี้ .. เป็นปีศาจร้าย!”

 

ด้วยถ้อยคำของเขา หลุมดำทั้งหมดที่ลอยล่องอยู่กลางอากาศก็หลอมรวมตัวกัน และกลายเป็นประตูหลุมดำขนาดใหญ่

 

“เนื่องเพราะเจ้าเป็นความชั่วร้าย เป็นบาปอันมหันต์ เจ้าจึงต้องรับโทษทัณฑ์จากสรวงสวรรค์!” ฮัทท์กล่าว

 

ประตูหลุมดำเปิดออก พร้อมกับคู่แขนยักษ์สีดำยื่นออกมาอย่างช้าๆ …