หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep. 2 – วันสิ้นโลก

 

เปรี๊ยะ … เสียงกองไฟเล็กๆได้ถูกจุดขึ้น ช่วยไล่ความหนาวเหน็บให้จางหายไปทีละน้อย

 

กู่ฉิงซานปักมีดสั้นลงบนพื้นดินข้างลำตัว ก่อนที่เขาจะเอนหลังพิงกับผนังและเริ่มพันแผล

 

ทหารคนดังกล่าวที่เดินนำเขามานั้นเรียกว่า จ้าวหลิว ซึ่งขณะนี้กำลังวางหม้อซุปลงบนกองไฟแล้วปิดฝาลง

 

เมื่อหันไปเห็นกู่ฉิงซานกำลังเริ่มพันแผล จ้าวหลิวก็หยิบกล่องใบเล็กๆออกมาแล้วยื่นมันให้กับเขาพร้อมกล่าวว่า “โชคดีจริงๆที่ได้นายช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้ตายลงด้วยน้ำมือของเจ้ามอนสเตอร์นั่นแล้ว”

 

“นี่คือ … ?” ฉิงซานรับกล่องมาและเอ่ยถามกลับไป

 

จ้าวหลิว “มันคือเม็ดยาฟื้นฟูที่ทำจากสมุนไพร เหลืออยู่แค่เพียง2เม็ดสุดท้ายในค่าย”

 

ฉิงซาน “แล้วทำไมนายถึงไม่เก็บไว้ใช้เองล่ะ?”

 

จ้าวหลิวส่ายหัว “ฉันไม่ใช่ผู้ฝึกวรยุทธ เลยไม่สามารถใช้มันได้”

 

ฉิงซานเปิดกล่องออก และภายในก็มีเม็ดยารักษาอยู่จริงๆ

 

เขาหยิบมันออกมาหนึ่งเม็ด และวางมันลงบนฝ่ามือ เพื่อที่จะมองมันอย่างละเอียด

 

เม็ดยารักษานี้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แม้กระทั่งชั้นพื้นผิวบางๆที่ห่อหุ้มมันอยู่ก็ยังไม่ฉีกขาด

 

สีเขียวอ่อนของสมุนไพรส่งกลิ่นหอมจางๆ ชวนให้จิตวิญญาณของผู้คนสั่นสะท้าน

 

นี่คือเม็ดยาฟื้นฟู

 

แม้จะเป็นเพียงเม็ดยาฟื้นฟูระดับต่ำสุด ซึ่งหากเป็นในอดีตที่กู่ฉิงซานจากมานั้น เขาจะไม่เหลือบแลมันเลยก็ตาม แต่นี่ ตอนนี้เขาได้ย้อนกลับมาจุติใหม่อีกครั้ง ย้อนกลับมาในวันที่พื้นฐานวรยุธท์เล็กจ้อยราวสูญญากาศ จนไม่อาจรักษาฟื้นฟูบาดแผลได้ด้วยตัวเอง หลักฐานก็คือรอยแผลเกือบทั่วทั้งตัวของเขา ดังนั้น เม็ดยารักษาขั้นต่ำสุดทั้งสองอันนี้จึงเปรียบดั่งสมบัติล้ำค่า

 

ฉิงซานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปว่า “ทั้งค่ายทหารแห่งนี้ มีเม็ดยาฟื้นฟูเหลือแค่สองเม็ด?”

 

จ้าวหลิวถอนหายใจและเอ่ยตอบว่า “ถูกต้อง หลังจากที่ผู้คนเริ่มล้มตายลง เส้นทางส่งของสนับสนุนก็ถูกตัดขาด ไม่เพียงแต่เม็ดยารักษา แม้กระทั่งวัสดุอื่นๆก็ยังขาดแคลนอีกด้วย”

 

กู่ฉิงซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะนึกได้ถึงบางอย่าง “ แล้วศิลาวิญญาณเล่า? ยังมีเหลืออยู่ในค่ายอีกไหม”

 

“ไม่เหลืออีกแล้ว”

 

“ถ้าอย่างนั้นไม่ดีแน่” กู่ฉิงซานถอนหายใจออกมา

 

เห็นท่าทีแบบนั้น จ้าวหลิวก็เอ่ยถามกลับมาอย่างรวดเร็วว่า “มีอะไรอย่างนั้นหรอ?” 

 

“ ข่ายอาคมอำพรางตรงประตูค่ายอ่อนโทรมลงมากแล้ว ถ้ามันยังไม่ได้ศิลาวิญญาณไปเสริมพลัง อีกไม่นานก็จะหายไป”

 

ได้ยินแบบนั้น จ้าวหลิวก็รู้สึกหนาวจนขนลุกเกรียว และห้อตะบึงจากไปอย่างกะคนบ้า

 

หากข่ายอาคมอำพรางหยุดทำงานแล้วล่ะก็ พวกมารก็จะสามารถพบค่ายทหารแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว พอถึงเวลานั้นแล้วล่ะก็ ต่อให้มีอีกกี่สิบชีวิตก็ไม่พอ

 

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทหารสองสามคนที่พึ่งเดินผ่าน รวมไปถึงดวงตาของพวกทหารในค่ายที่ยังหลงเหลืออยู่จึงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

 

กู่ฉิงซานมองตามแผ่นหลังของจ้าวหลิวที่พุ่งหายออกไป แต่รอไม่ถึงสิบลมหายใจต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงครืนเบาๆจากข้างนอก

 

เสียงนี้คือเสียงของ ศิลาวิญญาณก้อนใหม่ที่ถูกสับเปลี่ยน ข่ายอาคมก็กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม

 

จนกระทั่งเสียงครืนสิ้นสุดลง กู่ฉิงซานค่อยรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย

 

จ้าวหลิวแอบซ่อนศิลาวิญญาณเอาไว้จริงๆ

 

ในโลกใบนี้ ทุกๆคนในโลก ไม่ว่าจะเป็นเลือด เนื้อหนัง ล้วนเป็นของจริง หากคุณคิดว่าพวกเขาเป็นเพียงNPCที่ไม่ฉลาดแล้วล่ะก็… ขอบอกเลยว่าคุณจะต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่แน่นอน

 

ซึ่งมันก็ผ่านมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่กู่ฉิงซานได้รับรู้ความจริงข้อนี้

 

ไม่นานนัก จ้าวหลิวก็กลับมาพร้อมกับพร้อมทำหน้ามุ่ย ก่อนที่จะนั่งลงพิงกำแพงอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเปรอะคราบน้ำตาเล็กน้อย

 

“ร้องไห้ทำไม?” ฉิงซานถาม

 

จ้าวหลิว “ คราวนี้ศิลาวิญญาณหมดจริงๆแล้วน่ะสิ ถ้าพลังงานของมันหมดลงเมื่อไหร่ ถึงเวลานั้นพวกเราทุกคนได้ถูกพวกมารสังหารลงจริงๆแน่”

 

ฉิงซานนั่งฟังอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะเริ่มคลี่เปลือกนอกของเม็ดยารักษา จากนั้นก็กลืนมันลงไป และพยายามที่จะรับรู้ถึงความพลังวิญญาณในร่างกาย

 

ในตอนแรกฉิงซานกังวลเล็กน้อยว่าเขาจะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณ

 

แต่ผิดคาด ทุกอย่างกลับเป็นไปอย่างราบรื่น พลังวิญญาณในตันเถียนได้ตอบสนองต่อการเรียกใช้งาน ก่อนที่จะทำงานรวมกับเม็ดยาและแผ่ขยายออกไปทั่วร่างกาย

 

ทั่วร่างของฉิงซานรู้สึกอุ่นๆ ตามรอยแผลต่างๆเริ่มเกิดอาการคันยิบๆ

 

นั่นแสดงว่าบาดแผลเริ่มได้รับการฟื้นฟูแล้ว

 

เมื่อตัวยาแพร่กระจายไปทั่วร่างจนสมบูรณ์ เปลือกตาของฉิงซานก็ค่อยๆเปิดออกอีกครั้ง แต่เขาก็พบว่าเวลามันล่วงเลยจนถึงตอนกลางดึกเสียแล้ว

 

กู่ฉิงซานลุกขึ้น และพบว่าสภาพร่างกายของเขาดีขึ้นมาก บาดแผลส่วนใหญ่เริ่มตกสะเก็ด

 

จ้าวหลิวยังคงคอยนั่งคุ้มกันอยู่ข้างๆ เขาหาวแล้วส่ายหัวไปมา เมื่อเห็นว่าฉิงซานตื่นแล้วจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วเอ่ยถามออกไป “ นายดีขึ้นรึยัง? ช่วยพาฉันหนีไปพร้อมกับนายจะได้ไหม?”

 

ประโยคสุดท้ายคือความรู้สึกจากส่วนลึกในหัวใจของเขา บางที หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ จ้าวหลิวอาจจะไม่นำเม็ดยาฟื้นฟูมามอบให้แก่ฉิงซานก็ได้

 

กู่ฉิงซาน กล่าวตามความจริง “ดีขึ้นไม่มากเท่าไหร่ ถ้าจะให้กลับมาอยู่ในสภาพเต็มร้อย คงต้องใช้เวลาอีกซักสองสามวัน  หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น”

 

“งั้นตอนนี้นายก็พักผ่อนเถอะ”

 

จ้าวหลิวยืนขึ้นด้วยท่าทีผิดหวังและเดินจากไป

 

หลังจากที่จ้าวหลิวจากไปแล้ว กู่ฉิงซานก็นั่งลง และจมสู่ห้วงความคิด

 

ในยุคเดิมที่เขาจากมา พวกมารในเกมได้บุกเข้าสู่โลกจริงแล้ว และพวกมันก็ได้ทำลายอารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ลง

 

ส่วนมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็มีแต่พวกผู้มีอิทธิพล ที่ได้แต่รอวันสิ้นโลกให้มาถึง

 

ทุกสิ่งได้ก้าวมาถึงจุดสิ้นสุด

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ความจริงแล้วในช่วงที่เกมเปิดใหม่ๆ มันมีสัญญาณแปลกๆบ่งบอกออกมามากมาย

 

ในเวลานั้น เกือบทุกประเทศต่างๆในโลกจริง ต่างก็พากันโหมโฆษณาชวนเชื่อ

 

อาหาร ความมั่งคั่ง สาวงาม อำนาจ พวกคุณจะได้รับมันมาทั้งหมด หากพวกคุณแข็งแกร่งมากพอในเกม

 

โฆษณาชวนเชื่อแปลกๆมากมายเกิดขึ้นทั่วโลก แม้จะทำให้เกิดการแข่งขันกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในเฉพาะพวกคนชั้นสูง พวกคนธรรมดาไม่แม้แต่จะสนใจมันด้วยซ้ำ

 

จนกระทั่งอาวุธชิ้นแรกในเกมถูกนำออกมาในโลกจริง และคนธรรมดาได้รับรู้ว่ามันไม่ใช่แค่เกม แต่เป็นโลกอีกใบโดยสมบูรณ์

 

เมื่อนั้นผู้คนทั้งหมดก็หลั่งไหลเข้ามาในเกมอย่างบ้าคลั่ง

 

แต่ทว่ามารในเกมนั้นแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัว… เรียกได้ว่าแทบจะสิ้นหวัง

 

แม้ว่าจะมีผู้เล่นกว่าหลายร้อยล้านคนล็อคอินเข้าสู่เกม และเหล่ามนุษยชาติในต่างโลกร่วมมือกันต่อต้านมวลมาร แต่ในทุกๆการรบขั้นเด็ดขาด ทางฝั่งมนุษยชาติยังคงพ่ายแพ้ และล่าถอยไปเสียทุกครั้ง

 

จนกระทั่งมาถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ตัวเกมก็ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ว่าเมื่อการต่อสู้ในครั้งนี้ล้มเหลว และมารสามารถครองต่างโลก(เกม)ได้ พวกมันก็จะยกทัพเข้ามาในโลกจริงได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

และโลกจริงก็จะถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์

 

พริบตาที่ประกาศออกไป ผู้คนทั่วโลกก็แทบจะเป็นบ้า

 

มนุษย์ทุกคนที่มีอายุมากกว่า 5 ปี ได้ถูกบังคับให้สร้างIDเพื่อเข้าสู่เกม

 

พร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อที่ประกาศออกมาว่า แม้แต่ประชาชนที่ไร้พลังอำนาจ ก็ยังสามารถร่วมต่อสู้ต้านทานการโจมตีของกองทัพขนาดใหญ่ได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย มวลมนุษย์ก็ยังพ่ายแพ้

 

มีเพียงสหพันธ์แห่งชาติที่นำโดยกู่ฉิงซานเท่านั้นที่สามารถจบภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาได้ นั่นคือการสังหารจอมมารสูงสุด

 

ท่ามกลางเหล่าผู้เล่นที่ตกตายจากการต่อสู้ กู่ฉิงซานได้ย่ำฝ่าทะเลโลหิตที่ผสมปนเประหว่างของมนุษย์และมาร จนมาถึงจุดที่จอมมารอยู่ได้ในที่สุด และคว้าโอกาสนั้นฆ่าบอสตัวนี้ลง

 

แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงจักรกลอันหนักหน่วงของระบบก็ดังขึ้นสองครั้งติดๆกัน

 

“ราชันวิญญาณองค์สุดท้ายของมวลมนุษย์ได้ร่วงหล่นลงแล้ว เมืองคิงซิตี้แตกพ่าย — การพิพากษา : มนุษยชาติล้มเหลว!”

 

และเกมก็สิ้นสุดลง ข่ายอาคมปกปักษ์เขตแดนระหว่างต่างโลกพังทลาย และโศกอนาศกรรมในโลกจริงก็เริ่มต้นขึ้น”

 

ปง–!

 

เสียงสะท้อนขนาดใหญ่ดังกังวาน ผู้เล่นทั้งหมดถูกบังคับให้ออกจากเกม เพื่อไปเฝ้าดูวันสิ้นโลกในโลกจริงด้วยความสิ้นหวัง

 

ในขณะที่กำลังโดนบังคับให้ล็อคเอาท์นั้นเอง กู่ฉิงซานได้ยกอาวุธในมือขึ้นโดยไม่คำนึงถึงเสียงแจ้งเตือนใดๆ และจ้วง! จ้วงแทงลงไปยังหัวใจของจอมมารอย่างแรง

 

แต่ก็สายเกินไปแล้วที่จะเห็นผล กู่ฉิงซานรู้สึกว่าทุกสิ่งเบื้องหน้าในสายตาของเขาดำมืด สุดท้ายก็ถูกบังคับให้ออกจากเกม

 

แต่แทนที่เขาจะถูกส่งกลับไปยังโลกจริงเพื่อชมดูวันสิ้นโลก กู่ฉิงซานกลับสิ้นสติลง

 

ท่ามกลางความสับสน กู่ฉิงซานได้ยินเสียงจักรกลของระบบประกาศออกมา

 

“ผู้เล่นกู้ฉิงซาน ได้ฆ่าจอมมารสูงสุดลง คว้าเมล็ดพันธ์แห่งแสงสุดท้ายท่ามกลางโลกที่ร่วงหล่นสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวังอันไร้ก้นบึ้ง — ขอมอบรางวัลพิเศษให้”

 

จากนั้นกู่ฉิงซานก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งในมือของเขา ก่อนที่ประสาทการรับรู้ทุกสิ่งจะหายไปโดยสมบูรณ์

 

เมื่อเขาตื่นขึ้นอีกครั้ง กู่ฉิงซานก็พบว่าเขานอนอยู่ท่างกลางศพทหารในบ่อเสียแล้ว

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ กู่ฉิงซานก็ส่ายหัวแล้วถอนหายใจออกมา

 

น่าเสียดาย ในยุคของเขา แม้ตัวเกมจะเปิดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่เขากลับไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของรางวัลใดๆเลย

 

‘ฉันอยากรู้จริงๆว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่’

 

นี่มันไม่ถูกต้อง …แต่เดี๋ยวก่อน!

 

ในตอนนั้นที่ฉันตื่นขึ้นจากศพ ดูเหมือนว่าฉันจะถืออะไรบางอย่างติดมือมาด้วย

 

มีดสั้นเล่มนั้น!

 

กู่ฉิงซานก้มหัวลงไปมองข้างตัวอย่างช้าๆ

 

มืดสั้นยังคงปักลงไปในพื้นดินเช่นเดิม

 

มันคือมีดสั้นสีทอง ลวดลายบนใบมีดไม่มีอะไรซับซ้อน จะมีก็แค่เพียงแสงสะท้อนดูเรียบลื่นแหลมคม

 

แต่ในขณะที่กู่ฉิงซานกำลังก้มลงมองมันนั้นเอง แสงสีทองก็พลันสาดประกายขึ้นบนมีดสั้น! มันเดี๋ยวผลุบ เดี๋ยวโผล่ วูบไปวูบมา

 

ความจำของกู่ฉิงซานค่อยๆย้อนระรึกกลับมาอย่างช้าๆ ขณะที่หัวใจของเขาเริ่มเต้นถี่เร็วขึ้น

 

ก่อนที่จะฆ่าสิบโท มีดเล่มนี้ก็อยู่ในมือของเขาตั้งแต่แรกแล้ว

 

ในความคลุมเครือ เขารู้สึกว่ามีดสั้นเล่มนี้จับได้ถนัดมือ ใช้งานได้คล่องแคล่วเป็นอย่างมาก และมันไม่ใช่อาวุธจากศพข้างๆแน่ๆ

 

มีดสั้นเล่มนี้เดิมทีถูกทิ้งเอาไว้พร้อมกับศพในหลุม หรือว่าถูกส่งนำมาพร้อมกับเขาในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกันแน่?

 

กู่ฉิงซานกำมีดในมือแน่น หลังจากที่ลังเลอยู่สักพัก เขาก็เริ่มกระตุ้นพลังวิญญาณในตันเถียนเข้าไปในมีด

 

ชั่วพริบตาที่พลังวิญญาณไหลสู่มีด จู่ๆประกายแสงสีทองก็ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน และลุกลามไปทั่วใบมีด จนเคลือบทั้งเล่มให้กลายเป็นมีดทองคำเลอค่าอันงดงาม

 

มีดสั้นที่เดิมทีให้ความรู้สึกมืดหม่น บัดนี้ ให้ความรู้สึกสูงค่าอย่างหาที่ใดเปรียบ

 

“การลักลอบข้ามเวลาประสบความสำเร็จ เริ่มต้นเปิดการใช้งาน”

 

เสียงจักรกลที่เย็นชาตอบสนองขึ้น

 

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่กู่ฉิงซานรู้สึกว่าเสียงของจักรกลในครั้งนี้ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างไม่อาจควบคุมได้

 

ในช่วงเวลาต่อมา มีดสั้นสีทองในมือของกู่ฉิงซานจู่ๆก็ระเบิดออก กลายเป็นจุดแสงสีทองนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่ในอากาศรอบตัวของเขา ก่อนที่ทั้งหมดจะสว่างวาบ แล้วพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของกู่ฉิงซาน

 

กู่ฉิงซานรู้สึกว่าหูของเขาอื้ออึง ราวกับตนเองได้รับความรู้ท่ามกลางทะเลที่ว่างเปล่า ร่างทั้งร่างของเขาหยุดนิ่งอย่างโง่งมในฉากนี้ ไม่อาจเคลื่อนไหวได้

 

ผ่านไปไม่นาน เสียงที่แสนเย็นชาและแฝงไปด้วยความรู้สึกแข็งกร้าวก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

 

“การเปิดใช้งานเสร็จสมบูรณ์ ‘หน้าต่างระบบเทพสงคราม’ ถูกเปิดออกแล้ว”