หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Onliene Ep.120 – ฝึกปรือ

 

กู่ฉิงซานขบคิดและเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “ไม่เลย”

 

ระหว่างกล่าว ก็บังเกิดแรงกระแทกอย่างมหาศาลขึ้น ข้างลำตัวของเขาอีกครั้ง

 

นางเซียนไป่ฮั่วไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด ทว่ากู่ฉิงซานรู้สึกตัวอีกที ฝ่ามือของนางก็วางลงบนสีข้างเขาแล้ว

 

ปงงง!

 

กู่ฉิงซานถูกกระแทกลอยคว้างไปในอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะทันได้หยั่งฝ่าเท้าตั้งหลักลงบนพื้นดิน ร่างของนางเซียนไป่ฮั่วก็วูบไหว ตามติดเขามาเป็นเงา และกระแทกฝ่ามือเข้าใส่อีกครั้ง

 

“ทีนี้เห็นชัดหรือยัง?” นางเซียนถาม

 

กู่ฉิงซานมองเธอด้วยจิตใจที่ว่างเปล่า และพยายามเรียกคืนภาพที่พึ่งปรากฏขึ้นเมื่อครู่นี้

 

มันว่องไวเกินไป แม้ว่านางเซียนไป่ฮั่วจะบังคับลดหลั่นพื้นฐานวรยุทธลงมาเท่าเทียมกับเขาแล้วก็ตาม ทว่ากู่ฉิงซานกลับไม่แกร่งพอที่จะต่อต้านนางได้เลย

 

“ในความเป็นจริงแล้ว คราก่อนที่ร่างแยกของข้าถูกส่งไปยังแนวหน้า  จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การต่อสู้โดยรวมเปลี่ยนแปลงไปคือตรงส่วนใด เจ้าทราบหรือไม่?” นางเซียนไป่ถาม

 

กู่ฉิงซานขบคิดและกล่าว “ใช่เป็นเพราะ สกิลเทวะ สายธารแห่งการหลงเลือนหรือไม่?”

 

นางเซียนไป่ “สายธารแห่งการหลงเลือนจำต้องใช้ออกด้วยผนึกมนตราของข้ากว่า 9981 ผนึก หากคู่ต่อสู้มิใช่กลุ่มเผ่ามารที่โง่งมเกินไป กระบวนท่านี้มิมีทางถูกใช้ออกได้โดยง่าย”

 

กู่ฉิงซานขบคิดอีกและกล่าว “เช่นนั้นคงเหลือเพียงแค่ฝานหลง(มังกรขด)?”

 

“นั่นก็มิใช่” นางเซียนกล่าว

 

กู่ฉิงซานคิดพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเอ่ยปาก “ข้ารู้แล้ว จะต้องเป็นกระบวนท่าที่ท่านใช้จู่โจมจ้าวกระบี่ใช่หรือไม่”

 

“โห?” นางเซียนไป่ฮั่วเอ่ยถามด้วยความสนใจ “เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”

 

“”เนื่องเพราะในการโจมตีดังกล่าว พวกมารมิได้คาดคิดว่าจะมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเช่นนี้เกิดขึ้น ดังนั้นพวกมันจึงทุ่มออกด้วยสมาธิ พละกำลังทั้งหมด เพื่อปิดล้อมและเตรียมสังหารท่านให้ตกตายลงอย่างสิ้นเชิง

 

กู่ฉิงซานกล่าวเสริมด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี“ขณะที่พวกมันถูกดึงดูดความสนใจโดยร่างแยกของท่านอาจารย์ที่กำลังจะทุ่มโจมตีจ้าวกระบี นี่จึงเปิดโอกาสให้ท่านอาจารย์สามารถขโมยถุงสัมภาระทั้งหมดของพวกมันออกมาได้โดยสมบูรณ์ จากนั้นเมื่อศัตรูสูญเสียอาวุธสมบัติมนตราไป ทางเราจึงกลายเป็นฝ่ายมีเปรียบได้ในที่สุด”

 

“เป็นเช่นนั้น” นางเซียนไป่ฮั่วพยักหน้าและกล่าว “จ้าวกระบี่หวั่นเกรงว่าข้าจะฆ่าเขา เขาจึงซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเผ่ามารทั้งหมด และเขาก็ไม่คาดคิดเลยว่าจู่ๆข้าจะปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาได้ในเสี้ยวพริบตาเดียว”

 

“การจู่โจมไม่คาดฝันนี้ บีบบังคับให้มารนักปราชญ์ทั้งหมดต้องปรากฏตัวออกมาแม้ไม่ยินยอม ดังนั้นข้าจึงมีโอกาสขโมยสิ่งของของพวกเขา และสุดท้ายจึงนำไปสู่บทสรุปของการต่อสู้ในครั้งนี้”

 

“กุญแจสำคัญของการต่อสู้ในครั้งนี้ก็คือ ข้าได้ใช้ ‘ท่าร่าง’ ไปปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าจ้าวกระบี่ในพริบตา”

 

กู่ฉิงซานตระหนักถึงมันได้ในที่สุด เขาเอ่ยยกย่อง “ข้าเข้าใจแล้ว จุดเปลี่ยนของการต่อสู้ทั้งหมด เดิมทีเริ่มต้นจากจุดเล็กๆจุดนี้”

 

นางเซียนไป่ฮั่วยิ้มและกล่าว “เทคนิคมนตราอื่นๆของข้านั้นมีขีดจำกัดมากมาย และจำต้อง

ใช้เวลาหลายปีในการฟูมฟักและค้นหารากวิญญาณที่สอดคล้องกัน ไหนจะเคล็ดลับในการประสานมือ การประทับผนึกสัญลักษณ์ ฯลฯ”

 

“ผู้ฝึกดาบน่ะเป็นพวกที่สมควรมุ่งให้ความสนใจไปกับวิถีดาบเพียงหนึ่งเดียวและการเรียนรู้เทคนิคมนตราของข้าก็จะส่งผลให้พวกเขาฟุ้งซ่าน เสียสมาธิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

“ถ้าเจ้าเรียนรู้ ‘ท่าร่าง’ นี้มันจึงจะเหมาสมกว่าสำหรับผู้ฝึกดาบ”

 

กู่ฉิงซานถาม “เช่นนั้นขอเอ่ยถามได้หรือไม่ว่า ท่าร่าง นี้มีชื่อเรียกว่าอะไร?”

 

นางเซียนไป่ฮั่ว “มันเป็นหนึ่งในสกิลเทวะ มีชื่อเรียกว่า ‘ย่นระยะเหลือเพียงหนึ่งนิ้ว’ และเจ้าเป็นคนแรกที่ข้าได้ถ่ายทอดมันให้”

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์” กู่ฉิงซานกล่าว

 

นางเซียนไป่ฮั่วโยนแผ่นหยกออกไปและกล่าว “เทคนิคลับถูกบรรจุภายในนี้ หากมีตรงส่วนใดไม่เข้าใจ เจ้าสามารถมาขอคำชี้แนะจากข้าได้ตลอดเวลา”

 

“ทว่าเทคนิคธนูและเทคนิคดาบก็ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน เจ้าต้องควบคุมเวลาในการฝึกฝนให้ดี”

 

“ขอรับ”

 

กลางค่ำคืน

 

ณ วังหลานเฉา

 

กู่ฉิงซานยืนก้มหน้าลงจ้องมองแผ่นหยกในมือ หัวใจดวงน้อยๆของเขาค่อยๆทวีความอบอุ่นมากขึ้น

 

บนหน้าต่างสถานะ ปรากฏเส้นแสงหิ่งห้อยร้อยเรียงเป็นตัวอักษรเล็กๆที่ล่องลอยไปมาไม่คงที่อยู่อย่างเงียบๆ

 

“ค้นพบ เทคนิคฝึกยุทธ : ย่นระยะเหลือเพียงหนึ่งนิ้ว , ระดับสกิล : สกิลเทวะ ต้องการเรียนรู้หรือไม่?”

 

“แต้มพลังวิญญาณปัจจุบัน : 530/20 ”

 

กู่ฉิงซานที่เดิมทีเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทว่าเมื่อสายตาของเขาตกลงตรงแต้มพลังวิญญาณที่ต้องจ่ายให้แก่สกิลเทวะ เขาก็แทบลิ้นจุกปาก

 

ก่อนหน้านี้เขาสามารถเรียนรู้สกิลดาบมาได้มากมาย แม้กระทั่งการปลุกเทคนิคลับให้ตื่นขึ้นมา มากที่สุดกู่ฉิงซานก็จ่ายไปเพียงแค่ 10 แต้มพลังวิญญาณเท่านั้น

 

ทว่าการเรียนรู้ท่าร่างนี้ กลับต้องจ่ายออกถึง 1000 แต้มพลังวิญญาณ!

 

เขาทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ

 

ช่วงเวลาที่เขาก้าวข้ามผ่านทะเลเลือดในโลกเทวะ สู้จนเลือดตาแทบกระเด็น เขากลับได้มาเพียงแค่ 600 กว่าแต้มเท่านั้น

 

มันยังคงไม่เพียงพอที่จะเรียนรู้

 

กู่ฉิงซานใช้ฝ่ามือปรบลงบนสองแก้มของตน เขาขบคิดว่าตนสมควรจะกลับไปยังแนวหน้า จากนั้นฆ่าล้างพวกเผ่ามารซักสามวันสามคืน

 

ทั้งสองโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยได้เกิดขึ้นมาก่อน หากเขาไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว บางทีอีกไม่นานเขาก็คงจะกลายเป็นอาหารที่ถูกบดอยู่ในฟันของมอนสเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม แล้วเขาจะมีวิธีใดกัน ที่จะสามารถใช้รวบรวมพลังวิญญาณได้?

 

กู่ฉิงซานครุ่นคิดด้วยความยากลำบาก และมือของเขาก็ดันไปสัมผัสลงบนดาบพิภพโดยไม่ตั้งใจ 

 

ประกายแสงวาบผ่านขึ้นในแววตาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ความสุขที่จางหายไปเมื่อครู่ก็ถูกเรียกคืนกลับมาจนเอ่อล้น “มีอยู่วิธีนึงนี่นา!”

 

ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในโลกเทวะ และได้ทำการปลุกสกิลดาบให้ตื่นขึ้น ระบบเทพสงครามได้บอกกล่าวเขามาอยู่หนึ่งประโยค

 

“ในมุมมองความจริงที่ว่า ตัวผู้เล่นได้มีประสบการณ์และสามารถตระหนักรู้อย่างอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคนิคดาบ ดังนั้นการค่าใช้จ่ายในการปลุกพวกมันจะน้อยลงกว่าปกติ”

 

ในประโยคนี้ หากลองขบคิดดูอย่างลึกซึ้ง คุณจะเข้าใจถึงความนัยที่แฝงอยู่ที่บอกว่า หากสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับสกิลนี้ได้มากขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ก็จะลดหลั่นตามลงไปเป็นเงาตามตัว!

 

หากเป็นเช่นนั้น ในกรณีที่เขาทำการศึกษาฝึกฝนมันจนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เขาก็จะสามารถลดทอนค่าใช้จ่ายแต้มพลังวิญญาณนี้ออกไปได้

 

ถูกต้อง มันต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ!

 

กู่ฉิงซานหยิบแผ่นหยกขึ้นมา และพยายามจดจำเนื้อหาภายในแผ่นหยกลงในจิตเทวะของตน

 

เมื่อเขาทำการจดจำมันได้เสร็จสิ้นแล้ว แผ่นหยกก็แตกร้าว ก่อนจะหลงเหลือเพียงเศษผง

 

กู่ฉิงซานหลับตาอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะยืนขึ้นและเอ่ยพึมพำ “ขั้นแรก จะต้องฝึกฝนท่าร่างขั้นพื้นฐานทั้ง 12 รูปแบบเสียก่อน”

 

ร่างของเขาวูบไหว ทะยานออกไปยังเบื้องหน้า

 

แต่หากมีคนได้มองดูเขาจากเพียงด้านข้างจะค้นพบว่า แม้เขาจะก้าวออกไปยังเบื้องหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าทั้งคนทั้งร่างกลับถอยฉากออกมาไปยังทิศทางเบื้องหลังแทน

 

กู่ฉิงซานเคลื่อนร่างไปทางขวา ทว่าหากดูดีๆจะพบว่าเขาก้าวออกไปทางซ้าย

 

การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับตำแหน่งคนละทิศทาง และการเคลื่อนไหวแปลกๆนี้ หากมีผู้ใดพบเห็นก็คงจะส่งผลให้พวกเขารู้สึกอึดอัด

 

ในตอนนั้นเอง จู่ๆกู่ฉิงซานก็ลื่นล้มก้นกระแทกลงกับพื้น

 

“อั๊ก เมื่อครู่เผลอก้าวพลาดไปขั้นตอนหนึ่ง คงต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง”

 

เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด พลางยกมือลงลูบก้น ก่อนจะยืนขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

 

ค่ำคืนช่างยาวนาน ทั่วทั้งวังหลานเฉาเงียบเหงาวังเวง

 

ความทรหดของกู่ฉิงซานนั้นนับว่าหาได้ธรรมดาไม่ เขาฝึกฝนท่าร่างพื้นฐานทั้ง 12 ท่าของย่นระยะเหลือเพียงหนึ่งนิ้วอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง

 

เขาขมวดคิ้วมุ่นและพยายาม อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง จนกว่าเขาจะสามารถทำมันได้

 

ชุดท่าร่างเบื้องต้นนี้ยากเย็นเกินไป ขนาดกู่ฉิงซานที่มีประสบการณ์จากการทุ่มฝึกฝนระหว่างสองช่วงชีวิต ยังเป็นการยากที่จะใช้มันได้อย่างชำนาญ และไม่สามารถใช้ออกได้ในทันที

 

ตลอดทั้งค่ำคืน กู่ฉิงซานไม่ได้แทบพักได้ผ่อน หากเขาเหนื่อยก็เพียงแค่ยืนนิ่งซักสองนาที หากพลังวิญญาณไม่เพียงพอก็หยิบเม็ดยารักษามากัดกินมันโดยตรงแค่นั้น

 

ในเช้าวันใหม่

 

ณ วังร้อยบุปผา

 

“ฉิงซานเล่า? เหตุใดข้าจึงไม่เห็นเขาในมื้ออาหารเช้ามื้อนี้?”ห่านขาวถาม

 

ฉินเซี่ยวโหลวเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ทุกๆวัน เขาจะมาถึงก่อนเวลานานมาก หรือว่าในวันนี้เกิดสิ่งใดขึ้นกับเขา?”

 

ซิวซิวกระโดดลงจากเก้าอี้ตัวใหญ่และกล่าว “ข้าจะไปเรียกเขาเอง”

 

และเธอก็วิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ฉินเซี่ยวโหลวจ้องมองซิวซิววิ่งออกไป และกล่าวอย่างหม่นหมอง “ซิวซิวดูจะสนิทกับศิษย์น้องสามมากกว่าข้าเสียอีก”

 

“ฮ่าฮ่า ก็หลังจากกลับมาจากการทดสอบประจำปี นางก็ตัวติดกับเขาแทบจะตลอดเวลาเลยนี่” นางเซียนไป่ฮั่วเอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

 

เธอคั้นน้ำผลไม้แก้วหนึ่งให้ตนเองและเผยรอยยิ้มในสายตา

 

ซิวซิวกึ่งเดินกึ่งกระโดดมาจนถึงทางเข้าวังหลานเฉา นางกล่าววาจาลั่น “ศิษย์พี่สาม– อาหารเช้าพร้อมแล้ว ในวันนี้ศิษย์พี่สองได้เตรียมอาหารหรูหราเอาไว้มากมายเลยนะ!”

 

ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับ

 

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมปนเปกับความสงสัย เธอจึงเดินเข้าไปในห้องโถงทางเข้าที่ว่างเปล่า

 

เห็นแค่เพียงกู่ฉิงซานที่กำลังนั่งสลดลงอยู่กับพื้น

 

เมื่อสายตาของเธอเห็นอาการของกู่ฉิงซาน ซิวซิวก็เริ่มเป็นกังวลทันที

 

“ศิษย์พี่สาม เกิดอะไรขึ้นกับท่าน?”

 

“โอ้ ไม่หรอก …  ไม่มีอะไร” กู่ฉิงซานกล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียวจนเป็นสีเทา

 

ซิวซิวมิใช่คนที่ถูกลวงได้โดยง่าย เพียงเห็นกู่ฉิงซานเธอก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังมีปัญหา!

 

เพราะหากผู้ฝึกยุทธที่กำลังฝึกฝน ถ้าระหว่างนั้นพวกเขาไม่ระมัดระวังตัวให้ดี มันจะเป็นการง่ายที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้!

 

นี่ใช่ว่าศิษย์พี่สามถูกธาตุไฟเข้าแทรกใช่หรือไม่!!?