“พี่สาว ดื่มน้ำหน่อยไหม? แดดแรงมากเลยวันนี้ ให้ฉันไปเร่งผู้กำกับดีไหม ไม่งั้นคงมีคนแห้งตายเพราะอากาศร้อนแน่ๆ”

ตู่ เจียหย๋า รับแก้วน้ำจากน้องสาวของเธอ ตู่ เจียฉิง เธอส่ายหัวแล้วพูดว่า

“ไม่เป็นไร ฉันยังไหว เธอต่างหากที่ควรไปพัก พี่ตื่นมาก็เห็นเธอวุ่นตั้งแต่เช้าเลยนี่”

ตู่ เจียฉิง ส่ายหัวแล้วพูดว่า

“ฉันไม่เหนื่อยเลย พี่น่ะเป็นถึงซุปเปอร์สตาร์ เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ถ้าฉันไม่คอยจับตาดูพี่ ฉันคงโดนคนอื่นฉกพี่ไปแน่ๆ พี่รอเดี๋ยวนะ ฉันจะไปคุยกับผู้กำกับให้เดี๋ยวนี้เลย!”

“อ๊า … เด็กคนนี้นี่น้า”

มองตาม ตู่ เจียฉิง ที่วิ่งออกไปด้วยพลังเต็มเปี่ยม เธอส่ายหัว แล้วเพ่งสมาธิกับบทที่อยู่ในมือแล้วเข้าสู่โลกส่วนตัวของเธอทันที

แม้ว่ารอบๆจะเต็มไปด้วยผู้คน เหล่านักศึกษา และพวกปาปารัสซี่ก็ตาม

แชะ แชะ แชะ

เสียงชัตเตอร์ได้ดังขึ้นเบาๆ แต่มันก็ดังพอสำหรับนักร้องที่ผ่านการฟังเสียงมามากมาย ตู่เจียหย๋า ขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้น

เธอพบผู้หญิงคนหนึ่ง …หญิงคนนั้นแอบอยู่ตรงรถตู้และกำลังแอบถ่ายรูปเธออยู่ ดูจากป้ายที่ห้อยคอ ตู่ เจียหย๋าคิดว่าเธอน่าจะเป็นนักข่าว

“นี่คุณ! บริเวณนี้ห้ามถ่ายรูป! ”

บอดี้การ์ดได้พุ่งเข้าไปหานักข่าวคนนั้นทันที พร้อมกับพูดด้วยท่าทีจริงจังว่า

“ลบภาพที่คุณแอบถ่าย และออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้!”

นักข่าวหญิงเงยหน้าขึ้น เธอหัวเราะ แล้วพูดว่า

“แล้วถ้าฉันไม่ไปล่ะ จะทำอะไร?”

“คุณนักข่าว มีมารยาทหน่อย”

“มารยาทแม่แกสิ!”

ทำไมผู้หญิงถึงได้เอาแต่ใจแบบนี้? บอร์ดี้การ์ดเริ่มหัวเสีย เขารู้ดีว่า เป็นผู้ชายไม่ควรไปมีเรื่องกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีคาแรคเตอร์เด่นๆแบบนี้ ….แม้ว่าเธอจะดูดี แต่มารยาทเธอจะทรามไปหน่อยไหม?

“คุณนักข่าว กรุณามีมารยาทหน่อย! และออกไปเดี๋ยวนี้! ”

บอร์ดี้การ์ดย้ำคำเดิมอีกรอบ

แต่แล้ว ตู่ เจียหย๋าก็พูดกล่าวเบา ๆออกมาว่า

“เธอเป็นเพื่อนของฉันเอง ให้เธอเข้ามาเถอะ”

บอร์ดี้การ์ดกลายเป็นโง่งม ในขณะที่นักข่าวสาวผู้ถือกล้องถ่ายรูปในมือ ผลักเขาออกไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

ตู่ เจียหย๋า ส่ายหัว แล้วหันไปพูดกับบอร์ดี้การ์ดว่า

“คิงคอง ไม่ต้องเป็นห่วง ขอฉันคุยกับเพื่อนฉันหน่อยนะ”

ได้ยินแบบนั้น บอร์ดี้การ์ดคิงคองก็ทำได้เพียงพยักหน้า และกลับไปยืนเฝ้าที่ตำแหน่งเดิม

“อย่างที่คิดไว้เลย เป็นถึงดาราใหญ่ การเฝ้าระวังก็พลอยแน่นหนาไปด้วย บอร์ดี้การ์ดคนนั้นท่าทางจะแกร่งไม่น้อย”

นักข่าวสาวจ้องมองตู่ เจียหย๋า ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นว่า

“เจียหย๋า รูปร่างหน้าตาเธอยังเป๊ะปังอยู่เลย อย่าบอกนะว่าไปทำศัลยกรรมมา?”

ตู่ เจียหย๋า กล่าวตอบไปว่า

“เร็น ซิหลิง เธอก็พูดเกินไป ผ่านมาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง….เธอนั่นแหละยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”

เร็น ซิหลิง เดินเข้าไปในรถตู้พร้อมกับหัวเราะ เธอมองไปรอบ ๆ และพูดว่า

“ตอนนี้เธอทำอะไรอยู่ล่ะ ชีวิตเธอนี่มันดีจริงๆ ปีนี้ก็ได้ยินมาว่ากวาดรางวัลมาเพียบเลยนี่ แถมยังกลายเป็นนักร้องหญิงยอดนิยมแห่งแดนใต้อีกด้วย”

ตู่ เจียหย๋า ส่ายหัวพร้อมพูดว่า

“ฉันไม่สนใจชื่อเสียงหรอก ยิ่งเป็นที่นิยมก็ยิ่งมีข่าวลือต่างๆนาๆ เรื่องอื้อฉาวก็แพร้กระจายไปอย่างรวดเร็ว”

“เกิดอะไรขึ้น?”

เร็น ซิหลิง ถามด้วยท่าทีจริงจัง

ตู่ เจียหย๋า กล่าวตอบไปว่า

“ก็แค่ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ  แล้วเธอล่ะ? ยังคงทำงานเป็นนักข่าว? ฉันได้ข่าวเรื่องสามีเธอแล้วนะ แต่ตอนนั้นฉันอยู่ที่ต่างประเทศ… ”

เร็น ซิหลิง บิดขี้เกียจพร้อมพูดว่า

“ตอนนี้ฉันยังไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากทำงานหนักและเลี้ยงดูลูกชาย”

“ลูกชาย!”

ท่าทีของ ตู่ เจียหย๋า ก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำนี้ เธอคว้ามือ เร็น ซิหลิง พร้อมพูดว่า

“พวกเราเคยสัญญากันที่โรงเรียนเก่า ว่าเราจะเป็นพี่น้องกันชั่วชีวิต แต่เธอไม่เห็นเคยบอกเลยว่าเธอมี ‘เด็ก’ บอกหน่อยซิ เจ้าหลานของฉันชอบอะไร?  เขาน่ารักไหม? ทำไมเธอไม่เอารูปมาให้ฉันดูหน่อยล่ะ?”

เร็น ซิหลิง มองไปที่ ตู่ เจียหย๋าอย่างว่างเปล่า พร้อมพูดว่า

“สาวน้อย..นี่เธออยากจะเห็นเจ้า หลาน ‘ตัวโต’ จริงๆงั้นหรอ? ”

“แน่นอน!”

“งั้นตอนนี้เธอพอจะออกไปข้างนอกได้รึเปล่า?”

เร็น ซิหลิง หรี่ตา แล้วพูดต่อว่า

“ถ้าเธอพอจะออกไปได้ บางทีเธอน่าจะเจอเขานะ พูดจริงๆนะเขาหล่อมากเลย!”

ตู่ เจียหย๋า เริ่มลังเล แล้วเอ่ยว่า

“ถ้าไปไม่นานก็ไม่น่าจะมีปัญหานะ เพราะ งานก็ยังไม่เริ่มในตอนนี้”

“ตกลงฉันจะโทรเรียกเขาให้มาหาทันที … และให้เธอกอดเขา!”

“ว่าไงนะ? ซิหลิ…”

ไม่ทันจะพูดจบ เร็น ซิหลิง ก็พุ่งออกจากรถตู้ แล้วเริ่มโทรศัพท์ทันที ตู่ เจียหย๋าจ้องมองเร็น ซิหลิง อย่างว่าเปล่า เธอสงสัยว่าพี่สาวคนนี้ของเธอพาลูกมาทำงานด้วยหรือนี่?

“โอ้ลูกรัก!”

“……”

“ฮัลโล?ลั่วฉิว? ”

“มีอะไรรึเปล่า?”

“ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน?”

ลั่วฉิวคิดคำตอบว่าจะตอบเธอยังไงดี ขณะที่อ่านคำสอนของจูดาสบนม้านั่ง

เร็น ซิหลิง น่าจะรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่มหาลัยนี่นา แล้วปกติเธอมักจะจู้จี้แต่ทำไมตอนนี้….?

คิดไปก็เสียเวลาเปล่า ตอบว่าอยู่บ้านหรืออยู่มหาลัยก็คงเหมือนกัน

“อยู่มหาลัย”

“ดีจังเลย ฉันอก็ยู่ที่มหาลัย! มาหาฉันตรงนี้หน่อยสิ ฉันอยู่ตรง…..! ”

“ไม่”

“เธอไม่อยากรู้หรอ ทำไมฉันถึงมาที่มหาลัย?”

“ผมไม่อยากรู้ … ”

สำนักพิมพ์ที่ เร็น ซิหลิง ดูแลอยู่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพวกข่าวซุบซิบ — เนื่องจากสองสาวที่ผ่านไปเมื่อกี้ได้พูดถึงดาราดังที่มาที่นี่ ลั่วฉิวก็พอจะนึกออกว่า เร็น ซิหลิงมาที่นี่ทำไม

“ก็ได้! ฉันจะไปหาเธอ! ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”

“รออยู่ตรงนั้นแหละ …ผมไปหาคุณดีกว่า…”

ถ้าให้พูดกันตามตรง ทูตทมิฬหมายเลข 9 นับว่าเป็นผีมานานแล้ว ส่วน ไท่ หยินซี…ไม่ต้องพูดถึงเลยเขาเป็นผีมานานกว่า 500 ปีแล้ว แต่ผีวัยดึกทั้งสองมาทำอะไรที่ห้องสมุดเยาวชนกันล่ะนี่?

บอสลั่ว สั่งว่า ไท่ หยินซีจำเป็นต้องได้รับความรู้สมัยใหม่โดยด่วน ต่อให้ต้องยัดมันลงคอของเขาก็ตาม สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือมาอ่านหนังสือหาความรู้ที่นี่…

“อะไรกัน!! เจ้าพวกตาตาร์ที่น่ารังเกียจมันกล้าดียังไงมาบุกดินแดนราชวงศ์หมิงของเรา!!”

“เจ้าคนชื่อ วู ซังกุ่ย มันสมควรถูกหั่นที่เป็นชิ้น ๆ !!!”

“ดี ดีมาก! ราชวงศ์ชิงสมควรล่มสลาย !! ”

“เจ้าพวกบ้านป่าเมืองเถื่อน! นี่พวกแกกล้าบุกดินแดนแห่งพระเจ้าเชียวหรือ! ฆ่าฆ่าฆ่า!  พวกแกทั้งหมดต้องตาย”

ไท่ หยินซีกำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์โบราณและสมัยใหม่ พร้อมกับทำท่าทางไปด้วย โชคดีที่เขาเป็นทูตทมิฬที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกเตะออกจากห้องสมุดตั้งนานแล้ว

ส่วนทางด้าน ทูตทมิฬ หมายเลข 9 กำลังเรียนรู้ ศัพท์แสลงสมัยใหม่อยู่ แล้วเขาก็พบคำๆนึงที่ช่างเหมาะสมกับ ไท่ หยินซี ในตอนนี้เสียจริงๆ

“ไอ้นู๊ป เกรียน เซาะกราว”

ทูตทมิฬ หมายเลข 9 ส่ายหัว นี่ถ้าไม่ใช่คำสั่งของบอส เขาจะไม่มีวันมาสอนเจ้าหมอนี่เด็ดขาด

ทูตทมิฬ หมายเลข 9นั่งเงียบ ๆ พลางมองไปที่เด็ก ๆ ในห้องสมุด

บางทีอาจจะพบเจอคนที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าที่นี่ก็ได้

แม้ว่าความปรารถนาจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ แต่ถ้าสังเกตดีๆก็อาจจะพบได้

คนเรามักจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เมื่อพวกเขาอยู่คนเดียว หรือเมื่อไม่มีใครสนใจ ทูตทมิฬเลือกได้ว่าจะซ่อนตัวหรือปรากฏตัวตามแต่ความต้องการ จึงง่ายที่จะสังเกตุเห็นด้านที่ปิดซ่อนของมนุษย์

ทูตทมิฬ หมายเลข 9 ขมวดคิ้ว เมื่อเขาหันไปเห็นหญิงสาวที่เดินเข้ามาและกำลังมองหาที่นั่ง

ในฐานะทูตทมิฬที่มีประสบการณ์ ความสามารถของเขาเอามาเทียบกับระดับเริ่มต้นอย่าง ไท่ หยินซีไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้มีจิตวิญญาณที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ น่าจะกลายมาเป็นลูกค้าระดับสูงได้

ขณะที่ ทูตทมิฬ กำลังสังเกตุรายละเอียดของผู้หญิงคนนั้น ภาพบางอย่างก็แว่บเข้ามาในจิตสำนึกของเขา

มีใครบางคนกำลังจ้องมองฝนที่ตกปรอยๆอยู่ ดูเหมือนเธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง

ภาพค่อนข้างเบลอ แต่ความรู้สึกเศร้าโศกแพร่กระจายในจิตใจของ ทูตทมิฬ หมายเลข 9

ทูตทมิฬ หมายเลข 9 พยายามสลัดความคิดออกไป แต่ดูเหมือนรูปลักษณ์ของผู้หญิงในนิมิตจะซ้อนทับกับหญิงสาวที่เขากำลังสำรวจอยู่ในตอนนี้

ทูตทมิฬ หมายเลข 9 กระซิบอย่างแผ่วเบาว่า

“หลานฟาง … ”

ทูตทมิฬ หมายเลข 9 พูดชื่อที่ฟังดูคุ้นเคยออกมา ในขณะเดียวกันผู้หญิงคนนั้นได้หยุดกึกทันที

ซาง ฉินรุ่ย หยุดนิ่งอยู่ราว 2 วินาที

“เหมือนจะได้ยินคนเรียกชื่อคุณยาย ‘ฟางหลาน’”

อย่างไรก็ตามมีเพียงโต๊ะตรงหน้าที่ว่างเปล่าเท่านั้น

เธอส่ายหัวและเลื่อนเก้าอี้มานั่งโดยไม่ได้นึกอะไรอีก