“ลั่วฉิว? นี่แกลั่วฉิวใช่ไหม? ”

ลั่วฉิวได้ยินคนเรียกชื่อเขา ถ้าเอาตามตรงโอกาสที่จะมีใครเรียกชื่อเขาที่นี่น่ะมันต่ำมาก

แต่มันก็เกิดขึ้น ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของเขา

ช่วงเวลาก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาอยู่ในจุดต่ำสุด เพราะเขาแทบจะไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้นเลย

แย่ล่ะสิ เราจำชื่อไอ้หมอนี่ไม่ได้…ลั่วฉิวคิด

ลั่วฉิวทำได้แค่พยักหน้าและพูดประโยคทักทายที่ใครๆก็พูดกัน

“นายก็เลือกเรียนที่นี่งั้นหรอ?”

“ใช่!”

อดีตเพื่อนร่วมชั้นเดินเข้ามาใกล้ลั่วฉิวอย่างกระปรี้กระเปร่า

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะเจอนายที่นี่! ฉันก็ได้ยินมาว่านายก็เลือกมหาลัยนี้เหมือนกัน แต่ก็ไม่เจอนายเลย นายที่มันหาตัวยากจริงๆ! “

“ฉันเรียนเอกวิชาพืชดึกดำบรรพน่ะมันก็คงจะหาตัวยากหน่อย”

อดีตเพื่อนร่วมชั้นถามอย่างหยาบโลนว่า

“เอกพืชดึกดำบรรพ? มหาวิทยาลัยของเรามีเอกนี้ด้วยเหรอ? “

คำถามของอดีตเพื่อร่วมชั้น ทำเอาลั่วฉิวเกิดความรู้สึกว่าตัดสินใจพลาดจริงๆที่เลือกเอกนี้

ลั่วฉิวไม่ได้สนใจที่จะรำลึกถึงวันเก่า ๆ ดังนั้นจีงตอบด้วยประโยคทั่วไปอีกประโยคหนึ่งว่า

“ใช่แล้ว … ถึงเวลาเรียนแล้วไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ”

“โอ้ … โอเค”

อดีตเพื่อนร่วมชั้นยิ้มและพูดอย่างฉับพลันว่า

“มาแลกเบอร์กัน จะได้ติดต่อกันได้!”

ลั่วฉิวไม่สามารถปฏิเสธคำขอที่ดูสมเหตุสมผลนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องจำใจแลกเบอร์มือถือกัน แล้วแยกย้ายกันไป

“… ตั้งชื่อว่า เพื่อนร่วมชั้น ก ละกัน? ”

เขาจำชื่อไม่ได้ดังนั้นจึงทิ้งชื่อนี้ไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อของเขาก่อนที่จะมุ่งหน้าไปที่ห้องเรียน

ครั้งสุดท้ายที่มาเรียนคือเมื่อสิบวันก่อน วันนี้ที่เขามาเพราะได้รับข้อความจาก ซาง ฉินรุ่ย บอกให้มาเรียนด้วยกัน

“ลั่วฉิวไปเรียนกันเถอะ”

ก็เพียงแค่ข้อความง่ายๆ

ซาง ฉินรุ่ยมาเร็วกว่าลั่วฉิว ตอนนี้เธอนั่งอยู่ในห้องเรียนและกำลังกินข้าวเช้าเนื่องจากมีนักเรียนเพียงสองคนในแผนกนี้การที่ประตูห้องถูกเปิดออกมักดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้มากสุดๆ

“สวัสดี ลั่วฉิว”

ซาง ฉินรุ่ยเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้ลั่วฉิว

“นายมีอาหารเช้าไหม? ฉันเอามาเยอะเลย คงกินคนเดียวไม่หมด… “

ลั่วฉิวส่ายหัวตอบ แล้วนั่งลงตรงเบาะที่ห่างจาก ซาง ฉินรุ่ยถึงสองแถว

ความอยากรู้อยากเห้นทำให้ลั่วฉิวถามออกไปว่า

“ทำไมวันนี้เธอถึงดูร่าเริงนัก?”

“ฉันอยากจะมีประสบการณ์ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข แทนที่จะมีแต่ความทรงจำที่ว่างเปล่าในมหาวิทยาลัย เผื่อฉันจะนึกถึงมันในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เอ่อบางทีฉันก็คิดว่าคงจะดีกว่า ถ้าได้เจอใครบางคนและเริ่มต้นความโรแมนติกของฉันต่อจากนี้ไป “

แกร่บ

ลั่วฉิวได้บิดฝาขวดน้ำของเขาเปิดออก แต่สำลักน้ำทันทีหลังจากที่เขาจิบ

ซาง ฉินรุ่ยหันมาหาเขาและพูดด้วยความโกรธว่า

“มีปัญหาอะไรงั้นหรอ?”

ลั่วฉิวรีบตอบพลันวัน

“ไม่มีเลย… ตราบเท่าที่เธอมีความสุข “

“ทำไม? นี่นายคิดว่าคำพูดแบบนี้ไม่สมควรออกมาจากปากของฉันงั้นหรอ? “

ดูเหมือน ซาง ฉินรุ่ยจะไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดจาเหตุการณ์ตรงหน้าได้ง่ายๆเสียแล้ว

“ก็บุคลิกเธอ ปกติดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผลมากกว่าอารมณ์น่ะ”

ซาง ฉินรุ่ย ก็มีท่าทีเปลี่ยนไป… การกระทำและคำพูดของเธอเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างฉับพลัน

โดยปกติแล้วสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงแบบนี้จะเป็นเพราะเกิดเหตุการณ์ที่ดีหรือเกิดอะไรอะไรที่น่าสยดสยอง

ก็เหมือนคนที่กำลังบอกคนอื่นว่า ‘ฉันสบายดี ชีวิตก็ดีเช่นกัน บลาบลาบลา …’

“นายคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับการทำงาน แม้ว่าฉันจะยังเด็กอยู่?”

เมื่อเห็นว่า ซาง ฉินรุ่ยไม่ยอมจบง่ายๆลั่วฉิวจึงพูดขัดคอเธอ

“ระฆังบอกเวลาเรียนเริ่มแล้วแต่ทำไมไม่อาจารย์มา?”

“บางทีเขาอาจจะไม่คาดหวังให้เราทั้งสองคนเข้าเรียนในวันนี้ แต่ถ้าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แม้กระทั่งตอนที่ระฆังชั้นเรียนดังขึ้นแล้วก็คงเพราะว่าฉันขาดเรียนไปประมาณ 2 สัปดาห์รวด แล้วนายล่ะลั่วฉิว? “

“ถ้าไม่รวมวันนี้ก็ …”

“… อย่าบอกนะว่าอาจารย์ไม่เหลือความหวังอะไรในตัวพวกเราแล้ว เลยไม่มีกำลังใจจะไม่มา?”

ทั้งสองรู้สึกอึ้งไปสักพัก ลั่วฉิวก็ยืนขึ้นและเดินไปที่ประตูห้องเรียน

เขาถูกมองว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ยกตัวอย่างเช่นทันทีที่รู้ว่าศาสตราจารย์จะไม่มาเขาก็รีบจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดอะไร

ซาง ฉินรุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเก็บของใส่กระเป๋า และพูดกับตัวเองว่า

“เกินคาดจริงๆ … ฉันไม่สนุกเลยกับวันแรกของการพยายามมีความสุขในมหาลัย”

มันทำให้เธอนึกถึงข้อตกลงที่ยายของเธอให้ไว้

นี่คืออิสรภาพที่เธอจะได้รับ อย่างน้อยเธอก็สามารถทำอะไรก็ได้ที่เธอต้องการก่อนจบการศึกษา เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือนี้จึงมีค่ามาก

ซาง ฉินรุ่ยไม่อยากที่จะเสียวันแรกไปเปล่าๆ เธอตะโกนออกมาว่า

“ลั่วฉิว อย่าพึ่งไป!”

“มีอะไรงั้นหรอ?”

“ช่วยอย่าทำหน้าเหมือนมีใครยืมตังนายแล้วไม่คืนจะได้ไหม”

ซาง ฉินรุ่ยพุ่งลงบันไดของห้องเรียนและเดินมาหาลั่วฉิวด้วยรอยยิ้ม

“ไหนๆเราก็มามหาลัยแล้ว พวกเราไปเดินเล่นกันไหม? ฉันอยากอยู่กับนาย!”

ลั่วฉิวจ้องมองฉินรุ่ยอย่างว่างเปล่า เขาแกล้งหันมองไปรอบๆว่าเธอกำลังพูดกับใคร แล้วชี้ไปที่ตัวเองด้วยเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า

ซาง ฉินรุ่ย ถึงกับขำแล้วพูดว่า

“อย่าคิดมากหน่า! นิดๆหน่อยๆเอง… อย่างไรก็ตามนายจะปฏิเสธคำขอเล็กๆ จากเพื่อนร่วมชั้นงั้นหรอ? “

“อืม … ฉันปฏิเสธ”

ลั่วฉิวรีบพูดต่อว่า

“ฉันยุ่งอยู่ ไปก่อนนะ”

ซาง ฉินรุ่ย ยังไม่ทันจะเอ่ยปากพูดต่อ ลั่วฉิวก็พุ่งออกประตูไปอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เธออึ้งจนพูดไม่ออก

“ทำไมผู้ชายแบบนี้ถึงหาแฟนหน้าตาดีขนาดนั้นได้กันนะ?”

เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ซาง ฉินรุ่ยก็ส่ายหัว

“ไม่ใช่เรื่องของฉัน”

“แค่ทำให้ตัวเองมีความสุขในช่วงสามปีที่เหลือก็พอแล้ว”

เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอื่นอยู่ตรงทางเดิน ลั่วฉิวก็วาร์ปไปยังชั้นดาดฟ้าของอาคารเรียน เขาจ้องลงไปยังพื้นด้านล่างจากบนหลังคา

เหตุผลที่เขาออกมาอย่างฉับพลันเป็นเพราะเขารู้สึกว่ามีทูตวิญญาณทมิฬอยู่แถวๆนี้ แล้วก็ใช่จริงๆ ทูตตนนั้นคือ ไท่ หยินซี ตอนนี้มันเป็นเพียงอากาศที่เบาบางคนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ มันเริ่มลอยขึ้นจากพื้น รวมกันเป็นกลุ่มก้อนควันสีดำ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าลั่วฉิว

“ไท่ หยินซี ทำความเคารพเจ้านาย!”

ลั่วฉิวสั่งให้ไท่ หยินซียืนขึ้น และถามว่า

“คุณบอกว่าคุณรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้แล้ว ดังนั้นผมจึงอนุญาตให้คุณเริ่มทำงานได้ … นี่เป็นสถานที่ที่คุณเลือกงั้นหรอ?”

ไท่ หยินซี ตอบอย่างรวดเร็วว่า

“ใช่แล้ว อาจารย์ของฉันฑูตทมิฬ หมายเลข 9 แนะนำสถานที่นี้ เพราะมีผู้คนจำนวนมาก เขาบอกว่านี่เป็นสถานที่ที่ดีสำหรับมือใหม่ … แต่ฉันไม่รู้ว่ามาสเตอร์ก็อยู่ที่นี่ด้วย “

“ฉันเป็นนักศึกษาของมหาลัยนี้”

ลั่วฉิวตอบอย่างเฉื่อยชา

แล้วถามอีกครั้งว่า

“มาที่นี่นานหรือยัง?”

“หลายชั่วโมงแล้ว”

“คุณได้อะไรมาบ้าง?”

ไท่ หยินซี ตอบว่า

“มาสเตอร์! ฉันพบคนที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นลูกค้าที่มีศักยภาพของเรา! คนนี้มีความปรารถนาที่แรงกล้า ฉันจ้องท่าทีที่แสดงออกทางสีหน้าของผู้ชายคนนี้ และบอกได้เลยว่าเขาเป็นคนใจแคบและมีหัวใจที่น่าสยดสยอง ดังนั้นมันจะค่อนข้างง่ายที่จะหลอกลวงเขา! “

นี่มันน่าสนใจมากกว่าการเดินเล่นกับซาง ฉินรุ่ยเสียอีก

ลั่วฉิวยิ้มพร้อมสั่งว่า

“งั้นพาฉันไปดูสิ”